eyes - ปวดตา ตาล้า ทำอย่างไรดี โรคตาต่างๆ วิธีการป้องกันและดูแลรักษาดวงตา

ปวดตา ตาล้า ทำอย่างไรดี โรคตาต่างๆ วิธีการป้องกันและดูแลรักษาดวงตา


ปวดตา ทำอย่างไรดี

ปวดตา เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตานั้นช่วยในการมองเห็น การอ่าน การเขียน ใช้ในการรับรู้ เรียนรู้สิ่งต่างๆ และยังช่วยในการทำกิจกรรมทั้งหลายในชีวิตประจำวันมากมาย

นอกจากนั้นแล้วตายังช่วยสมองและหูชั้นในในการรักษาการทรงตัวของร่างกายอีกด้วย เมื่อดวงตาสำคัญมากขนาดนี้เราจึงจำเป็นต้องดูแลรักษาดวงตาคู่เดียวของเรานั้นเป็นอย่างดี ถึงแม้โรคตาส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้อันตรายถึงชีวิตแต่มันก็จะไปรบกวนการดำเนินชีวิตต่างๆของเราได้

ด้วยความที่โรคตาไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตและอาการแสดงนั้นไม่ชัดเจนทำให้กว่าที่คนส่วนใหญ่จะทราบว่าตนมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาเกิดขึ้นก็มีอาการมากแล้วเพราะลืมใส่ใจดูแล

ดังนั้นจึงควรหันมาให้ความใส่ใจและตรวจสุขภาพตากับแพทย์เฉพาะทางที่ให้การรักษาโรคตาโดยเฉพาะ นั่นคือจักษุแพทย์ เนื่องจากเรื่องตาเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพื่อที่จะได้ช่วยให้เรามีการมองเห็นที่สดใสไปได้อย่างเนิ่นนาน

eye - ปวดตา ตาล้า ทำอย่างไรดี โรคตาต่างๆ วิธีการป้องกันและดูแลรักษาดวงตา

องค์ประกอบของดวงตา

องค์ประกอบพื้นฐานของตวงตา (Normal Eye Anatomy) ที่ควรรู้จักมีดังนี้

• กระจกตา (Cornea)

กระจกตานั้นเป็นส่วนหนึ่งของตาดำ โดยปกติแล้วส่วนจะมีลักษณะใสช่วยในการหักเหของแสง
กระจกตาจะประกอบด้วยเนื้อเยื่อทั้งหมด 5 ชั้น โดยชั้นบนสุดคือชั้นที่เรียกว่า epithelium เป็นชั้นสำคัญที่ช่วยในการปกป้องดวงตาจากอันตรายต่างๆ นอกจากนั้นแล้วชั้นนี้ยังเป็นชั้นที่มีเซลล์ที่มีความสามารถในการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วสามารถแบ่งตัวมาคลุมกระจกตาได้หมดภายในเวลาเพียง 3 วัน ทำให้หากมีแผลเกิดขึ้นกับกระจกตา แผลดังกล่าวก็จะหายได้อย่างรวดเร็ว และส่วนที่หนาที่สุดของกระจกตานั้นคือส่วนของเซลล์ชั้นกลางซึ่งจะเป็นส่วนที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้ดวงตา โดยชั้นนี้เองที่จะเป็นชั้นที่ใช้ในการทำเลสิก(Lesik)

การทำเลสิก(Lesik) คือ การนำเอาแสงเลเซอร์มาใช้แก้ไขความผิดปกติของสายตาไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง โดยแสงเลเซอร์นั้นสามารถใช้ปรับความโค้งของกระจกตาให้แสงตกกระทบแล้วโฟกัสลงบนจอประสาทตาพอดี ทำให้การมองเห็นชัดขึ้น ผู้ที่ได้รับการรักษาสามารถลดการพึ่งพาการใช้แว่นตา หรือไม่ต้องใช้แว่นตา หรือไม่ต้องใส่คอนแทคเลนส์อีกต่อไป

• ม่านตา(Iris)

ม่านตาคือส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ เช่น ชาวเอเชียจะมีดวงตาสีน้ำตาลหรือดำ แต่หากเป็นคนในแถบยุโรปอาจมีสีเขียว สีฟ้าได้ เป็นต้น โดยหน้าที่ของม่านตานี้คือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตานั่นเอง

• เลนส์แก้วตา(Lens)

เลนส์แก้วตาเป็นส่วนที่ใสอยู่บริเวณหลังม่านตา ช่วยในการโฟกัสให้การมองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นในกรณีที่ต้องการมองภาพระยะไกล เลนส์ก็จะปรับรูปร่างของเลนส์ให้เหมาะสม โดยเลนส์นี้เมื่อใช้ไปจนกระทั่งอายุ 40-50 ปี ความสามารถในการปรับตัวจะลดลง ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “สายตายาวตามอายุ” (Presbyopia) และในช่วงอายุประมาณ 60-70 ปีเลนส์แก้วตาจะมีลักษณะขุ่นและแข็งขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวะเคมีซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า “ต้อกระจก” ส่งผลให้แสงหักเหเข้าตาได้ยากขึ้น

• รูม่านตา(Pupil)

เมื่อเรามองเข้าไปในดวงตานั้นจะเห็นเป็นรูกลมๆที่เห็นในดวงตา รูกลมๆนี้มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา เช่น เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า รูม่านตาจะหดทำให้แสงเข้าตาได้น้อยลง ส่วนในที่มืดม่านตาจะขยายเพื่อให้แสงเข้าตาได้มากขึ้นนั่นเอง

• น้ำวุ้นตา(Vitreous)

น้ำวุ้นตาลักษณะคล้ายเจลจะอยู่ด้านในช่องหลังลูกตา ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปลักษณะกลมตลอดเวลา ในผู้ที่มีสายตาสั้นมากๆบางครั้งอาจสังเกตเห็นได้ว่ามีจุดดำหรือใยสีดำลอยไปมาในน้ำวุ้นตา ซึ่งเกิดจากการที่น้ำวุ้นตาเสื่อมนั่นเอง

• เส้นประสาท(Optic Nerve)

เป็นเส้นประสาทที่ทำหน้าที่รับภาพจากจอตาเพื่อไปแปลผลยังสมอง

• จอประสาทตา(Retina)

จอประสาทตาเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ในส่วนลึกสุดของลูกตา ซึ่งเนื้อเยื่อส่วนนี้จะประกอบไปด้วยเส้นประสาทตาที่มีความละเอียดสูงอยู่ โดยก่อนที่ภาพจะถูกส่งมาที่เส้นประสาทนี้เพื่อนำไปแปลผลที่สมอง ภาพจะถูกรับเข้ามาจากแก้วตาซึ่งจะส่งมาในรูปแบบพลังงานแสงแล้วแปลงกลับเป็นพลังงานไฟฟ้า จึงค่อยส่งต่อไปยังประสาทตา

โรคตา

ความผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นกับดวงตาของเรานั้นแม้ส่วนใหญ่อาจไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ร้ายแรงจนสามารถกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้

เนื่องจากดวงตาไม่ได้เป็นเพียงจอรับภาพที่ทำให้เรามองเห็นได้เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยการทำงานของสมองและหูชั้นในการรักษาการทรงตัวของร่างกายอีกด้วย

ดังนั้นการรักษาดวงตาให้อยู่คู่กับเราไปนานๆนั้นเป็นเรื่องที่พึงกระทำอย่างยิ่ง เนื่องจากหากไม่รู้จักรักษาให้ดีแล้วอาจเกิดเป็นโรคตาต่างๆตามมามากมาย เพราะโรคเกี่ยวกับดวงตานั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อย และสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ และอัตราการเกิดโรคตาในเพศหญิงและเพศชายก็มีความใกล้เคียงกัน

โดยความรุนแรงของโรคตาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุซึ่งโดยทั่วไปแล้วนั้นโรคตาเป็นโรคที่ป้องกันและรักษาได้ แต่หากเกิดเป็นอาการรุนแรงก็มักเกิดจากการปล่อยโรคทิ้งไว้เรื้อรังจนเนื้อเยื่อต่างๆของตาโดยเฉพาะจอตาเสียหายเกินกว่าจะฟื้นตัวได้ หรือเป็นโรคเกิดกับประสาทตา โรคเนื้องอก โรคมะเร็งของตา เป็นต้น ซึ่งโรคตาเหล่านี้ก็จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ การสูญเสียการมองเห็นซึ่งอาจเกิดเพียงชั่วคราว หรือถาวร หรืออาจเป็นการสูญเสียการมองเห็นชนิดพอมองเห็นบ้างหรือในลักษณะตาบอดถาวรก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ และการพบแพทย์/จักษุแพทย์ได้ทันการหรือไม่นั่นเอง

blue eye - ปวดตา ตาล้า ทำอย่างไรดี โรคตาต่างๆ วิธีการป้องกันและดูแลรักษาดวงตา

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตา

โรคตานั้นสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุร่วมกันหรืออาจเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียวก็ได้ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย มีดังนี้

• อายุ

ในผู้ป่วยโรคตาบางชนิดพบว่าอายุที่สูงขึ้นมีโอกาสเป็นโรคตาสูงขึ้นด้วย ทั้งนี้เนื่องมาจากวัยสูงอายุเป็นวันแห่งความเสื่อมตามธรรมชาติ เนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายค่อยๆเสื่อมลง ซึ่งรวมถึงเนื้อเยื่อของลูกตาด้วย ทำให้เกิดโรคตาหลายชนิด อาทิเช่น ภาวะสายตายาวในผู้สูงอายุ (สายตาผู้สูงอายุ) โรคต้อกระจก โรคต้อหิน และโรควุ้นตาเสื่อม เป็นต้น

• อุบัติเหตุต่อดวงตาทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

เช่น ผู้ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการที่มีการใช้สารเคมีต้องสวมแว่นตาป้องกันสารเคมีเข้าตาไม่ว่าจะจากการระเหยของสารเขาสู่ดวงตาหรือในบางครั้งมีการกระเด็นของสารเข้าไปสู่ดวงตา เป็นต้น

• ในโรคตาบางโรคนั้นเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

เช่น โรคตาบอดสี โรคต้อหิน โรคตาขี้เกียจ โรคตาบอดกลางคืน โรคสายตาผิดปกติที่เกิดจากการหักเหของแสงในเด็ก โรคตาเข/ตาเหล่ในเด็ก เป็นต้น

• โรคตา

เกิดขึ้นได้กับผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับความผิดปกติในการใช้พลังงานของร่างกาย(Metabolic syndrome) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน ที่มักเรียกว่าโรคเบาหวานขึ้นตา

เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคเบาหวานมานานจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดทั่วร่างกาย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลจากการที่น้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติเป็นเวลานาน เส้นเลือดที่จอประสาทตา จะมีการบวมและเกิดรอยรั่ว จะพบจุดเลือดออกและไขมันสะสมในเนื้อจอประสาทตา

ในบางกรณีก็พบว่ามีเส้นเลือดผิดปกติงอกขึ้นมาตามผิวของจอประสาทตา ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับตาขึ้น ซึ่งโรคที่พบบ่อยได้แก่ จอประสาทตาเสื่อม คือมีความเสียหายเกิดกับเส้นเลือดที่มาเลี้ยงจอประสาทตา ,ต้อกระจก คืออาการที่เลนส์แก้วตาขุ่นฝ้า บังการมองเห็น ,ต้อหิน คือ ภาวะที่ความดันในดวงตาสูงกว่าปกติจนทำให้เส้นประสาทตาทำงานด้อยลง

• การติดเชื้อ

ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักเป็นการติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคที่พบบ่อยๆคือโรคตาแดงจากไวรัส โรคตากุ้งยิง โรคริดสีดวงตา เป็นต้น

• ตาได้รับแสงแดดจัดเรื้อรัง

เช่น ผู้มีอาชีพทำงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกร อาชีพช่างเชื่อมโลหะ หรือในปัจจุบันเกิดขึ้นกับผู้ใช้สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ในที่ที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ซึ่งโรคตาที่พบได้บ่อยจากสาเหตุนี้ คือ โรคต้อกระจก โรคต้อเนื้อ/ต้อลม

• การขาดสารอาหารโดยเฉพาะขาดวิตามินเอที่ช่วยบำรุงดวงตา

เช่น โรคตาบอดกลางคืน

• โรคออโตอิมมูน/โรคภูมิต้านตนเอง

เช่น โรคพังผืดที่จอตา

• โรคมะเร็งของดวงตา

เช่น โรคตาวาว (โรคมะเร็งตาในเด็ก)

eyes 1 - ปวดตา ตาล้า ทำอย่างไรดี โรคตาต่างๆ วิธีการป้องกันและดูแลรักษาดวงตา

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคตา

เราใช้ดวงตาในการดำรงชีวิตทุกๆวัน ทำให้ดวงตาต้องเผชิญมลภาวะและปัจจัยเสี่ยงมากมายที่อาจก้อให้เกิดโรคทางตาได้ เช่น

• อายุ

เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อายุที่มากขึ้นความเสื่อมต่างๆก็ย่อมมาเยือน ดวงตาก็เช่นกัน เมื่ออายุสูงขึ้นโอกาสเกิดโรคทางตาก็จะสูงขึ้น

• ดวงตาถูกใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้าเรื้อรัง

เช่น ผู้ปะกอบอาชีพเกษตรกรรมต้องทำงานในพื้นที่ไร่นาที่มีแสงแดดจัดเรื้อรัง หรือการมองแสงจ้าตลอดเวลา เช่น ช่างเชื่อมโลหะ หรือการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ฯลฯ

• ได้รับสารอาหารที่ช่วยในการบำรุงสายตาไม่เพียงพอ

อาจเกิดได้จากการขาดอาหาร โดยกรณีนี้มักเกิดในผู้สูงอายุเนื่องจากมักมีอาการเบื่ออาหาร รับประทานอาการได้น้อยลง ไม่รู้สึกอยากอาหาร แต่ในเด็กจะเป็นกรณีที่กินอาหารไม่มีประโยชน์ รับประทานเฉพาะอาหารที่ตนเองชอบ ทำให้เกิดการขาดวิตามินเอซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยบำรุงสายตาได้

• มีคนในครอบครัวเป็นโรคตา

โดยต้องมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเกี่ยวข้องกับคนที่เป็นโรค ดั้งนั้นวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งอเมริกาจึงแนะนำให้ผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวควรได้รับการตรวจเช็คจอประสาทตากับจักษุแพทย์เป็นประจำ

• มีโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะโรคเบาหวาน

• สูบบุหรี่ รวมทั้งการได้รับควันบุหรี่เรื้อรัง (Secondhand smoke)

พบว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการเสื่อมของจอตา และก่อให้เกิดโรคต้อกระจกขึ้น โดยจากการศึกษาพบว่าการสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างชัดเจน โดยคนสูบบุหรี่มีความเสี่ยงมากกว่าคนไม่สูบ 6 เท่า

อาการของโรคตาชนิดต่างๆ

อาการปวดตา/ตาล้าที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี

อาการ ปวดตา ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน เนื่องจากเวลาที่ต้องจองมองคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอสมาร์ทโฟนนั้นเราจะต้องใช้กล้ามเนื้อเพื่อดึงให้ลูกตาขยับเข้าใกล้เพื่อมองภาพใกล้และต้องเพ่งมากขึ้นเพื่อปรับโฟกัสของภาพให้ชัดขึ้นด้วย นอกจากนั้นแล้วขณะใช้งานคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ยังต้องมีการกลอกตาเพื่ออ่านข้อความต่างๆทำให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานตลอดเวลาพร้อมๆกัน จึงเกิดการอ่อนล้าได้ โดยเฉพาะหากใช้สายตาต่อเนื่องนานกว่า 3 ชั่วโมงโดยไม่พักเลย

eyef - ปวดตา ตาล้า ทำอย่างไรดี โรคตาต่างๆ วิธีการป้องกันและดูแลรักษาดวงตา

ดังนั้นหากผู้ใดจำเป็นที่จำต้องใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจึงจำเป็นต้องรู้จักวิธีการเพื่อบรรเทาอาการไว้ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายวิธี อาทิเช่น

1. นวดรอบดวงตา เริ่มจากการวางนิ้วทั้งสี่นิ้วรอบดวงตาจากนั้นกดวนตามเข็มนาฬิกา ข้างละ 5-10 นาที

2. ขณะที่เราจ้องจอโทรศัพท์หรือจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน จนบางครั้งเพลิดเพลินลืมกระพริบตาทำให้ตาแห้งและการกระพริบตาลดลง จึงมีคำแนะนำให้กระพริบตาทุกๆ 4วินาที

3. นำมือทั้งสองข้างมาถูกันจนเกิดความร้อน จากนั้นวางมือทั้งสองลงบนดวงตาโดยทำมือให้อยู่ในลักษณะเป็นถ้วย เพื่อให้ความร้อนส่งจากฝ่ามือไปยังกล้ามเนื้อรอบดวงตาทำเกิดการผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาหลังจากทำงานติดกันนานๆ

4. พักบริหารสายตาระหว่างการทำงาน เมื่อรู้สึก ปวดตา ให้ทำการหลับตาพร้อมทั้งกลอกตาเป็นวงกลมจากซ้ายไปขวาและจากบนลงล่างใช้เวลาทั้งหมดต่อหนึ่งครั้งประมาณ 1 นาที จากนั้นลืมตาและมองรอบๆสักพัก ทำวนไปเรื่อยจนกว่าจะหาย ปวดตา

5. ขณะที่เราทำงานต่อเนื่องกันเป็นเวลานานหรือใส่คอนแทคเลนส์จากปัญหาความผิดปกติของสายตา บางครั้งอาจจะทำให้รู้สึกตาแห้งได้ควรหาน้ำตาเทียมมาหยอดตาเพื่อลดปัญหาอาการตาแห้ง

eyesore - ปวดตา ตาล้า ทำอย่างไรดี โรคตาต่างๆ วิธีการป้องกันและดูแลรักษาดวงตา

โรคตาแดง

โรคตาแดงเป็นโรคที่พบได้บ่อยเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย(Chlamydia trachomatis), ไวรัส, โรคภูมิแพ้ หรือสัมผัสกับสารที่เป็นพิษต่อตา เป็นต้น

โดยมักจะติดต่อผ่านทางมือ ผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดตัว ส่วนใหญ่แล้วจะหายภายใน 2 สัปดาห์ แต่ตาแดงจากโรคภูมิแพ้นั้นมักจะเป็นตาแดงเรื้อรัง อาการของโรคตาแดงคือจะมีอาการคันตา มีขี้ตามากกว่าปกติร่วมกับมีอาการตามัว ปวดตา มองแสงจ้าไม่ได้

แพทย์จะแนะนำให้งดขยี้ตา ใส่คอนแทคเลนส์ ล้างมือบ่อยๆเพื่อป้องกันเชื้อโรค และให้ยาหยอดตามาหยอด

โรคตากุ้งยิง

เกิดจากการติดเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นส่วนใหญ่ มีอาการปวดหนังตาขณะกรอกตาหรือหลับตา บางคนมีอาการบวมที่เปลือกตาร่วมด้วยหากบวมมากตาจะปิด ถ้าไม่รักษาในบริเวณที่บวมอาจมีอาจจะแตกออก หรืออาจเกิดเป็นก้อนที่เรียกว่า chalazion ซึ่งอาจจะมีขนาดใหญ่จนรบกวนการมองเห็น

มักจะพบตากุ้งยิงมากในคนไข้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้
– โรคเบาหวาน

– โรคเรื้อรังอื่น

– ผู้ที่มีหนังตาอักเสบเรื้อรัง

– ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

การรักษาตากุ้งยิงนั้นสามารถทำร่วมกันได้หลายวิธีด้วยกัน

1. การผ่าระบายหนองออก

2.การใช้ยาหยอดตา – Bacitracin ophthalmic ointment ในรายที่เป็นมากให้ป้ายแผลวันละ 4-6 ครั้งเป็นเวลา 7 วันใน รายที่เป็นน้อยป้ายวันละ 2-3 ครั้ง – Tobramycin ophthalmic solution หยอดตาวันละ3-4 ครั้ง

3. ยารับประทาน เช่น Erythromycin, Dicloxacillin, Tetracycline

4. การดูแลตนเอง – ห้ามบีบหรือเค้นเพื่อเอาหนองออก หากหนองแตกเองก็ให้ล้างบริเวณหนองด้วยน้ำต้มสุก – ล้างมือบ่อยๆ – หยอดหรือทายาตามสั่งอย่างสม่ำเสมอ – งดทาเครื่องสำอาง – หลีกเลี่ยงการใส่ contact lenses

สายตาผิดปกติ

อาจจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงแต่ยังสามารถมองเห็นได้ชัดเมื่อพยายามเพ่งมองช่วงแรกๆ แต่พอเพ่งไปนานๆ จะรู้สึกตาพร่ามัว จนในที่สุดจะรู้สึกปวดกระบอกตามาก ร่วมกับมีน้ำตาไหล
ในบางรายจะปวดเมื่อเริ่มใช้สายตามอง และมีอาการคลื่นไส้อยากอาเจียน โดยเฉพาะมองภาพระยะใกล้ เช่น อ่านหนังสือ เย็บปักถักร้อย พิมพ์ดีด หรือเขียนแบบ ฯลฯ เป็นต้น และเมื่อมองไกลๆ รู้สึกตาพร่ามองไม่ค่อย ชัด
ส่วนการแก้ไขสายตาผิดปกติทั้งหลายนั้นทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้แว่นตา, คอนแทคเลนส์ ซึ่งเป็นการแก้ไขขั้นพื้นฐานแบบแก้ไขชั่วคราว นอกจากนั้นยังมีวิธีการแก้ไขถาวรต่างๆ ได้แก่ การผ่าตัดซึ่งประกอบด้วยการผ่าตัดด้วยมีด การใส่เลนส์เสริมแก้วตา (Phakic intraocular lens) และใช้แสงเลเซอร์ (เลสิค/ Lasik) แต่อย่างไรก็ตามละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

ต้อกระจก

ต้อกระจก เกิดจากเลนส์แก้วตาเสื่อมสภาพจนขุ่นมัว ความขุ่นมัวนี้จะไปบดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปในตา แสงจึงผ่านไปยงประสาทตาไม่เต็มที่ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตามัวได้ การรักษาต้อกระจกทำได้โดยการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทนที่ ปัจจุบันการผ่าตัดต้อกระจกสามารถแก้ไขสายตาไปด้วยพร้อมกัน โดยเลือกฝังเลนส์แก้วตาเทียมเพื่อแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ในเวลาเดียวกันได้ด้วย โดยวิธีการผ่าตัดที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่
– การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (phacoemulsification)
– การผ่าตัดต้อกระจกและฝังเลนส์เทียมโดยใช้เลเซอร์ (femtosecond laser)

ต้อหิน

ต้อหินเป็นกลุ่มโรคที่รุนแรงกว่าต้อกระจกเกิดจากการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอด โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ ความดันตาที่สูง

การรักษาโรคต้อหิน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาหยอดตา การทำเลเซอร์ หรือการผ่าตัด ล้วนเป็นเพียงการประคับประคองเพื่อให้ประสาทตาไม่ถูกทำลายมากขึ้นและเพื่อคงการมองเห็นที่เหลืออยู่ให้อยู่นานที่สุด เนื่องจากโรคต้อหินเส้นประสาทตาจะถูกทำลายอย่างถาวร ทั้งนี้การรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค

re - ปวดตา ตาล้า ทำอย่างไรดี โรคตาต่างๆ วิธีการป้องกันและดูแลรักษาดวงตา

การวินิจฉัยของแพทย์

โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะไปพบจักษุแพทย์ก็ต่อเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาที่มีอาการรุนแรงแล้ว ทำให้ยากต่อการรักษา และอาจเกิดผลแทรกซ้อนต่างๆตามมาได้ ดังนั้นจึงมีคำแนะนำจากสมาคมที่ เกี่ยวข้องโรคตาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy of Ophthalmology, AOA) ว่าให้คนปกติ ทั่วไปพบจักษุแพทย์เพื่อการตรวจคัดกรองโรคตาตั้งแต่อายุ 40 ปี จากนั้นให้ตรวจคัดกรองทุก 1-2 ปี หรือ ตามจักษุแพทย์แนะนำ

แต่อย่างไรก็ตามในคนตรวจแล้วพบว่าที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีโรคตา ควรพบจักษุแพทย์ ทันทีเมื่อเริ่มทราบว่ามีปัจจัยเสี่ยงเกิดขึ้นกับตนเอง และการตรวจคัดกรองโรคตาที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งคือใน เด็กแรกเกิด แพทย์จะตรวจดวงตาเด็กซึ่งเป็นการตรวจในเบื้องต้น ซึ่งถ้าครอบครัวมีประวัติโรคทางตาแพทย์จะให้คำแนะนำ และนัดตรวจเด็ก เป็นระยะๆ นอกจากนั้นแล้วเวลาอยู่บ้านผู้ปกครองควรต้องคอยสังเกตการมองเห็นของลูกน้อยของตนเอง หากสังเกตเห็นความผิดปกติ เช่น เด็กไม่มองตามวัตถุที่เห็น หรือ มีตาเข ควรรีบนำเด็กพบจักษุแพทย์เสมอ เพราะการแก้ปัญหาต่างๆทางตาจะได้ผลดีกว่าเมื่อเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ

แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคตาได้โดยเริ่มจากกระซักประวัติ ทั้งประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบันและใน อดีต ร่วมไปถึงประวัติโรคต่างๆในครอบครัวเนื่องจากโรคตาบางโรคสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ มี การตรวจร่างกาย และการตรวจวัดสายตาด้วยวิธีตรวจจากตัวแพทย์เองร่วมกับการใช้เครื่องตรวจเนื้อเยื่อ ภายในดวงตา ที่เรียกว่า Ophthalmoscope และ/หรือ Slit lamp ซึ่งเป็นการส่องไฟผ่านรูม่านตา ดังนั้นเพื่อให้รู ม่านตาขยายเต็มที่ บางครั้งแพทย์จึงหยอดตาด้วยยาขยายม่านตาก่อนการตรวจภายในดวงตา

นอกจากนั้นแล้วยังมีการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆเป็นกรณีไป ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ สิ่งที่แพทย์ตรวจเบื้องต้นแล้วพบ แพทย์ก็จะส่งตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์เอง เช่น ในผู้ที่เป็นเบาหวาน เมื่อมีอาการทางตามาพบแพทย์ แพทย์จะส่งตรวจเลือดดูค่าน้ำตาลในเลือด, บางรายส่งตรวจเชื้อ หรือเพาะเชื้อจากน้ำตาหรือขี้ตาเมื่อต้องการทราบชนิดของเชื้อที่ทำให้เกิดอาการทางตา, การตรวจภาพตาด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือเอมอาร์ไอ(MRI) เช่น เมื่อสงสัยเนื้องอก หรือโรคมะเร็งของตา และบางครั้งอาจมีการตัดชิ้นเนื้อจากส่วนที่มีความผิดปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นต้น

การป้องกันและรักษา

ผู้ที่เป็นโรคตาควรรู้จักวิธีพื้นฐานในการดูแลตนเองต่างๆ ดังนี้

• ปฏิบัติคำตามแนะนำของแพทย์/จักษุแพทย์ ให้ถูกต้องครบถ้วน

• สวมแว่นกันแดดชนิดที่ป้องกันแสงยูวี (แสงแดด) ได้อย่างน้อย 90% เมื่อต้องออกนอกบ้าน หรือออกแดดเสมอ เพื่อป้องกันตาจากแสงแดดและฝุ่นละออง

• ต้องป้องกัน รักษา ควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตา เช่น โรคเบาหวาน
เป็นต้น

• รู้จักพักใช้สายตาเมื่อต้องใช้สายตาเป็นเวลานาน เช่น ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน แท็บเล็ท

• กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในทุกมื้ออาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินเอสูงในผัก ผลไม้ ที่มีสีเขียวเข้ม เหลือง แดง หรือส้ม เช่น ใบตำลึง บรอกโคลี มะละกอสุก มะม่วงสุก แคนตาลูป นม ไข่ ตับ เป็นต้น

• พยายามไม่ขยี้ตา

• รักษาความสะอาดของมือก่อนสัมผัสดวงตาและบริเวณรอบดวงตา รวมถึงสิ่งของที่จะใช้กับบริเวณดวงตาด้วย เพื่อป้องกันตาติดเชื้อ

• งดสูบบุหรี่ หรือเข้าไปใกล้ชิดขณะผู้อื่นสูบบุหรี่ เพราะในบุหรี่สารพิษที่ส่งผลให้เกิดโรคของหลอดเลือด ซึ่งรวมถึงหลอดเลือดของตาด้วย

• พบแพทย์/จักษุแพทย์ตามนัดเสมอ แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงขึ้น เช่น มีอาการเห็นภาพผิดปกติไปจากเดิม ควรรีบไปพบแพทย์/จักษุแพทย์ทันที

นอกจากวิธีพื้นฐานในการดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคตาแล้ว แนวทางรักษาของแพทย์เป็นไปในแนวทางดังนี้คือ การรักษาสาเหตุ และการรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ความผิดปกติในการมองเห็นในกลุ่มผู้ที่สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง จะใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ในการแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติจากการหักเหของแสง หรือการรักษาโรคต้อกระจกด้วยการผ่าตัด (การผ่าตัดสลายต้อกระจก) หรือด้วยการฝังแก้วตาเทียม เป็นต้น ส่วนการรักษาแบบประคับประคองอาจจะใช้ในกรณีที่มีอาการ ปวดตา แล้วรับประทานยาบรรเทาอาการปวด เป็นต้น