headache - ปวดหัว ทำอย่างไรให้หายปวด วิธีการรักษาและบรรเทาอาการปวดหัว

ปวดหัว ทำอย่างไรให้หายปวด วิธีการรักษาและบรรเทาอาการปวดหัว


ปวดศีรษะ

ปวดศีรษะ หรือ ปวดหัว (Headache)

เป็นชื่อของอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่โรค สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่บริเวณรอบศีรษะและคอส่วนบน อาการนี้เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ในผู้ใหญ่นั้นสามารถพบผู้ที่มีอาการปวดหัวได้มากถึง 9 ใน 10 และในผู้ชายพบได้ประมาณ 90% ผู้หญิงมากถึง 95% ซึ่งอาการปวดนี้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการปวดหัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมักไม่ได้มาจากโรคร้าย แต่อาจเกิดได้จากวิถีการใช้ชีวิต ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเกิดจากสาเหตุการเจ็บป่วยเป็นไข้ทำให้มีอาการ หากปรับพฤติกกรมหรือกินยาบรรเทาอาการปวดก็จะช่วยให้อาการทุเลาลงได้

แต่อย่างไรก็ตามอาการปวดหัวไม่ได้เกิดจากสาเหตุเพียงแค่ที่กล่าวไปแล้วเท่านั้นยังมีอีกหลายสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อทำการรักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ

เช่น อาการปวดหัวที่เกิดจากเนื้อเยื่อและโครงสร้างรอบกระโหลกศีรษะหรือสมองเกิดการอักเสบระคายเคืองจนทำให้เกิดอาการปวดขึ้น หรืออาจเกิดจากเส้นประสาทบริเวณหนังศีรษะ ใบหน้า ปาก รวมถึงบริเวณคอ กล้ามเนื้อคอหรือไหล่ ทำให้เกิดอาการปวดหัว

ดังนั้นในแต่ละครั้งที่เกิดการปวดหัวเราจึงไม่สามารถที่จะละเลยไปได้ควรจะสังเกตอาการปวดหัวขอตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบริเวณที่ปวด ลักษณะการปวดที่อาจเป็นแบบปวดตื้อๆหรือปวดแบบเป็นๆหายๆ รวมถึงระยะเวลาของอาการปวด ฯลฯ เพื่อช่วยเป็นข้อมูลให้แพทย์วินิจฉัยสาเหตุของโรค และทำการรักษาสาเหตุของอาการปวดหัวให้หายหรือทุเลาลง

headache pain - ปวดหัว ทำอย่างไรให้หายปวด วิธีการรักษาและบรรเทาอาการปวดหัว

อาการปวดศีรษะ

(*sinus : อาการปวดที่เกิดขึ้นบริเวณคิ้ว/โหนกแก้ม, Cluster : อาการปวดที่เกิดขึ้นรอบๆบริเวณเบ้าตา/ขมับด้านใดด้านหนึ่ง , Tension : อาการปวดคล้ายการบีบรัดบริเวณรอบศีรษะ, Migraine : อาการปวด/เวียนศีรษะ ร่วมกับคลื่นไส้ และการมองเห็น เปลี่ยนแปลง)

อาการปวดศีรษะหรือปวดหัวแต่ละประเภทมักมีลักษณะการปวดที่ต่างกันออกไป เช่น ปวดตลอดเวลา ปวดเป็นพักๆ ปวดตุบๆ หรือปวดเล็กน้อยทำให้เกิดความรำคาญ ฯลฯ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างกันของอาการเหล่านี้คือสาเหตุของการเกิด นอกจากนั้นแล้วความถี่และความรุนแรงของการปวดศีรษะแต่ละชนิดก็อาจไม่เหมือนกัน ร่วมถึงบริเวณที่ปวดก็ต่างกันด้วย ในบางรายอาจปวดบริเวณขมับ เบ้าตา หรืออาจปวดได้บริเวณโดยรอบทั้งศีรษะ ตัวอย่างความแตกต่างของอาการปวดหัวตามสาเหตุการเกิด เช่น อาการปวดหัวไมเกรนที่จะปวดแบบตุบ ๆ ที่บริเวณศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง แต่หากปวดเหมือนโดนบีบรัดบริเวณแถวขมับและ หน้าผากจะเกิดจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม อาการปวดหัวส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด เพราะเกิดขึ้นได้จาก หลายสภาวะของร่างกาย และส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอาการร้ายแรง แต่หากอาการปวดหัวส่งผลต่อการดำเนิน ชีวิตประจำวันก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาต่อไป

• ปวดศีรษะจากไซนัสอักเสบ (Sinus Headaches)

อาการปวดหัวที่มีสาเหตุมาจากไซนัสอักเสบเกิดขึ้นบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก หรือสันจมูกอาการจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตามบริเวณดังกล่าวร่วมกับมีอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล มีไข้หรือใบหน้าบวม และเมื่ออยู่ในท่าก้มตัวไปด้านหรือนอบราบอาการจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

• ปวดศีรษะคลัสเตอร์หรือปวดหัวเป็นชุด ๆ (Cluster Headaches)

เป็นอาการปวดที่ค่อนข้างรุนแรง ลักษณะการปวดจะเป็นแบบปวดตุบๆ เป็นชุดๆ รอบบริเวณเบ้าตาหรือขมับด้านใดด้านหนึ่ง ช่วงเวลาของการปวดในแต่ละครั้งประมาณ 30-90 นาที จนถึง 3 ชั่วโมงนอกจากนี้ผู้ป่วยยังมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตาแดง น้ำตาไหล น้ำมูกไหล ไม่สามารถลืมตาได้เต็มที่ และอาการปวดแบบนี้มักจะทำให้ผู้ป่วยตื่นกลางดึกบ่อยครั้งอีกด้วย โดยอาการปวดลักษณะนี้สามารถพบบ่อยในวัยรุ่นไปจนถึงวัยกลางคน โดยเฉพาะเพศชายที่สูบบุหรี่ และหากเมื่อเกิดอาการปวดขึ้นแล้ว อาการเดิมนี้จะเกิดขึ้นได้ใหม่ในวันและเวลาเดิมติดต่อกันตั้งแต่หลายวันจนถึงเป็นสัปดาห์ สม่ำเสมอ จากนั้นอาการจะ ค่อย ๆ หายไปเองและทิ้งระยะไปเป็นปีจึงกลับมาปวดแบบเดิมใหม่อีกครั้ง

• ปวดศีรษะจากกล้ามเนื้อเกร็งตัวหรือปวดศีรษะจากความเครียด (Tension-Type Headaches)

เป็นอาการปวดที่สามารถพบได้บ่อยที่สุด โดยจะปวดหัวทั้งสองข้างค่อนไปทางด้านหน้าและด้านบนของศีรษะ คล้ายศีรษะถูกบีบรัด ผู้ที่ปวดมักจะมีอาการปวดตลอดทั้งวันแบบเป็นๆหายๆ ซึ่งความรุนแรงของอาการปวดที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้นจะแต่ต่างกันไป อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 30 นาทีไปจนถึงหลายวัน ซึ่งอาการปวดชนิดนี้สามารถพบร่วมกับอาการปวดไมเกรนได้ เมื่อมีอาการปวดเกิดขึ้นแล้วพบว่ามีอาการเกิดน้อยกว่า 15 วันต่อเดือนจะจัดเป็นอาการปวดศีรษะจากความเครียดแบบครั้งคราว (Episodic Tension Headaches) แต่ถ้าระยะเวลาในการปวดนานมากกว่า 15 วันต่อเดือนขึ้นไป หรือในบางรายอาจมีอาการต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน จะกลายเป็นอาการปวดศีรษะจากความเครียดแบบเรื้อรัง (Chronic Tension Headaches) ซึ่งจะมีความรุนแรงมากขึ้น อาจก่อให้เกิดการเจ็บบริเวณหนังศีรษะหรือแม้กระทั่งในขณะหวีผม และอาการปวดที่เกิดขึ้นนั้นมักคงที่สม่ำเสมอตลอดเวลา

อาการปวดชนิดนี้จะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ หรืออาการอื่น ๆร่วมด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังคอหรือบริเวณหนังศีรษะเกิดการเกร็งตัว นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดขึ้นอาการปวดได้ง่าย เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ความเหนื่อย การนอนผิดท่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน เป็นต้น

very stressful - ปวดหัว ทำอย่างไรให้หายปวด วิธีการรักษาและบรรเทาอาการปวดหัว

• ปวดศีรษะไมเกรน (Migraines)

ปวดศีรษะไมเกรนหรือปวดหัวไมเกรนเป็นอาการปวดอีกชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้บ่อย โดยจะมีอาการปวดข้างเดียวเป็นส่วนใหญ่ซึ่งการเกิดขึ้นแต่ละครั้งอาจเกิดได้ไม่ซ้ำข้างกัน ลักษณะจะเป็นการปวดแบบตุบๆ เป็นจังหวะ หากอาการปวดอยู่ในระดับปานกลางจนถึงขั้นรุนแรงการต้องนอนพักจะสามารถช่วยบรรเทาอาการลงได้ แต่ไม่เสมอไปเพราะอาการปวดหัวไมเกรนมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร รู้สึกหนาวหรือร้อน ปวดท้อง ซึ่งอาการปวดนั้นจะเกิดได้ตั้งแต่หลายชั่วโมงจนถึงหลายวัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1-2 ครั้ง ตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนนั้นมาในหลายรูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นจากความเครียด ความหิว ความเหนื่อย หรืออาหารบางชนิด ภาวะขาดน้ำ อาการปวดศีรษะประเภทอื่น เช่น • ปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัวหรือปวดหัวจากความเครียดดังที่ได้กล่าวไป และแสงจ้าหรือเสียง โดยทั่วไปมักจะปวดขึ้นมาทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือน แต่ในบางรายอาจมีอาการเกิดนำมาก่อนเกือบชั่วโมง เช่น เห็นแสงวูบวาบ สายตาพร่ามัว พูดไม่ชัด เป็นต้น

• ปวดศีรษะจากเนื้องอกในสมอง

เป็นอาการปวดศีรษะค่อนข้างรุนแรงเกิดขึ้นตลอดวัน เป็น ๆ หาย ๆ ในช่วงกลางคืนอาจปวดจนทำให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก และจะปวดเพิ่มขึ้นขณะเกร็ง ไอ หรือเดิน รวมถึงขณะมีการเคลื่อนไหวของร่างกาย นอกจากนั้นแล้วยังมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ไม่มีสมาธิ สายตาผิดปกติ ทรงตัวไม่อยู่ มีปัญหาใน การเดิน ชาบริเวณแขนและขา
นอกจากนั้นยังพบว่ามีอาการปวดศีรษะที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้อีก เช่น

• อาการปวดศีรษะจากขากรรไกร

เกิดในผู้ที่นอนกัดฟันหรือเคี้ยวอาหารเหนียวๆ จะมีอาการปวดบริเวณเหนือหูทั้งสองข้างขึ้นไป แพทย์จะสามารถวินิจฉัยได้โดยให้เคี้ยว หากอาการปวดมาจากขากรรไกรจะต้องปวดศีรษะมากขึ้น

• ปวดศีรษะจากต้อหิน (Glaucoma)

อาการปวดจะเกิดขึ้นบริเวณหน้าผาก ร่วมกับมีอาการตาแดง เห็นแสงเป็นวง เกิดจากความดันในตา สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

• การปวดศีรษะจากยาหรือสารเคมี

เช่น ก๊าซ Carbon monoxide ที่เกิดจากการเผาไหม้ต่างทำเกิดมลภาวะ, การดื่มสุรามากไป , หรือใน กรณีที่ร่างกายขาดน้ำ

แม้อาการปวดหัวเป็นอาการทั่วไปที่สามารถพบได้บ่อยในทุกคน ซึ่งบางสาเหตุของการปวดก็อาจไม่เป็นอันตราย การรับประทายยาแก้ ปวดพักผ่อนให้เพียงพอ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจจะช่วยแก้ไขให้อาการดีขึ้นได้

แต่อย่างไรก็ตามอาการปวดศีรษะบางประเภทก็บ่งบอกถึงความผิดปกติว่าอาจมีโรคอื่นซ่อนอยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวหรืออาจเป็นอันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิตได้

stressed - ปวดหัว ทำอย่างไรให้หายปวด วิธีการรักษาและบรรเทาอาการปวดหัว

 

ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการดังต่อไปนี้

– เกิดโรคและอาการเจ็บป่วยทางกายอื่นๆ ร่วมกับอาการปวดศีรษะ เช่น หนาวสั่น เหงื่อออกตอนกลางคืน มีไข้ ปวดตามกล้ามเนื้อ น้ำหนักลด มีประวัติโรคมะเร็ง การติดเชื้อ หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น HIV หรือในผู้ที่รับประทานยาบางประเภท เช่น ยาสเตอรอยด์ ยาละลายลิ่มเลือด ยากดภูมิคุ้มกัน ประวัติเหล่านี้จะสามารถบ่งบอกถึงการอักเสบ ติดเชื้อ และการแพร่กระจายของมะเร็งได้

– อาการแสดงผิดปกติทางระบบประสาท ได้แก่ แขนขาอ่อนแรง การรับรู้ประสาทสัมผัสต่างๆ ผิดปกติไปจากเดิม เช่น การมองเห็น หรือการได้ยินผิดปกติ รวมทั้งมีพฤติกรรมหรือบุคลิกภาพเปลี่ยนไป

– มีอาการปวดศีรษะหลังจากตื่นนอน บ่งบอกถึงภาวะความดันในกระโหลกศีรษะสูง

– มีอาการปวดศีรษะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรง ในระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาที บ่งบอกถึง ภาวะวิกฤตของหลอดเลือดสมองตีบและแตก

– ผู้ที่อายุ 50 ปีแล้วพบว่าตนเองเพิ่งมีอาการปวดหัวครั้งแรก เนื่องจากอายุที่มากขึ้นมักสัมพันธ์กับ โรคอื่น ๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะได้ โดยที่พบบ่อย เช่น การติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลาง พบก้อนเนื้องอก การอักเสบของหลอดเลือด

– สังเกตตนเองว่าลักษณะการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นนั้นต่างจากอาการปวดศีรษะที่เป็นประจำ โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ความถี่ในการปวดสูงขึ้นจนไม่มีช่วงเวลาหาย

– ขณะไอจามหรือเบ่งอาการปวดศีรษะจะแย่ลง มักสัมพันธ์กับความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นเช่นกัน

– เมื่อมีการเปลี่ยนท่าทาง เช่น ปวดมากขึ้นเมื่อยืน นอน หรือเมื่อมีการเคลื่อนไหวของศีรษะและคออาการปวดศีรษะจะแย่ลง อาจเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบน้ำในโพรงสมองและไขสันหลัง หรือกระดูกต้นคอ

– อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นข้างเดียวตลอดเวลา หรือมักปวดในบริเวณด้านหลังของศีรษะ แสดงถึงพยาธิสภาพที่อาจเกิดอยู่บริเวณนั้นของศีรษะ เพราะปกติแล้วปวดศีรษะทั่วไปมักมีการสลับข้างซ้ายขวาบ้าง แต่ในกรณีนี้มักพบว่าจะปวดข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง

– มีไข้สูงขึ้นหรือมีอาการคอแข็ง ซึ่งอาการคอแข็งนี้อาจเกี่ยวข้องกับสาเหตุอื่น เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือโรคหลอดเลือดสมองโป่ง แต่ส่วนใหญ่มักพบว่าเกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหรือการอักเสบ

– อาการปวดหัวที่เกี่ยวของกับการบาดเจ็บที่หัวอย่างรุนแรง เช่น ลื่นล้ม อุบัติเหตุต่างๆ

– อาการปวดหัวนั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือการทำงาน เช่น พฤติกรรม การมองเห็น การทรงตัว ฯลฯ

stress - ปวดหัว ทำอย่างไรให้หายปวด วิธีการรักษาและบรรเทาอาการปวดหัว

สาเหตุของอาการปวดหัว

สมาคมปวดศีรษะนานาชาติ (The International Headache Society: IHS) แบ่งสาเหตุของอาการปวด หัวออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

• อาการปวดศีรษะแบบปฐมภูมิ (Primary Headache)

เป็นอาการปวดศีรษะที่ยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดแน่ชัด สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ได้เกิดจากโรค
แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกันระหว่างหลอดเลือดในส่วนของสมอง กระโหลกศีรษะและเส้นประสาทสมอง (Cranial nerve) สารสื่อประสาทภายในสมอง รวมทั้งกล้ามเนื้อของศีรษะและต้นคอ อาจรับความรู้สึกผิดปกติหรือไวกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้น แม้อาการปวดศีรษะประเภทนี้จะไม่รุนแรงนักแต่ก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในบางราย เพราะเป็นอาการปวดศีรษะนี้สัมพันธ์กับการใช้ชีวิตประจำวันเช่น ใช้สายตาในการทำงานและอ่านหนังสือ นอนไม่หลับ วิตกกังวล เครียด หิว ขาดน้ำ หรือในผู้ที่อดกาแฟ เรียกอาการปวดศีรษะจากสาเหตุนี้ว่า ปวดหัวจากกล้ามเนื้อ เกร็งตัวหรือปวดหัวจากความเครียด(Tension-Type Headaches) นอกจากนั้นยังมีอาการปวดศีรษะในแบบ ปฐมภูมิอื่นๆอีก เช่น ปวดศีรษะไมเกรน และปวดศีรษะคลัสเตอร์ (Cluster headache) มีอาการเช่น ปวดศีรษะด้านเดียวร่วมกับปวดตา ตาแดง น้ำตาไหล และคัดจมูก มักเป็นอาการปวดรุนแรง แต่เป็นโรคพบได้ ค่อนข้างน้อย

• อาการปวดศีรษะแบบทุติยภูมิ (Secondary Headache)

เป็นอาการปวดหัวที่สามารถพบได้บ่อยเช่นเดียวกันและมีสาเหตุมาจากโรคหรือความผิดปกติของโครงสร้างบริเวณศีรษะและคอ มีความรุนแรงในระดับปานกลางถึงระดับมาก ซึ่งความรุนแรงนี้จะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการ เช่น

– ปวดศีรษะจากหลอดเลือดบริเวณศีรษะอักเสบ
– ปวดศีรษะจากการติดเชื้อทั้งจากภายนอกและภายในสมอง
– ปวดศีรษะจากมีไข้
– ปวดศีรษะจากดื่มสุรา
– ปวดศีรษะจากความดันในสมองสูง เช่น ในโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคเนื้องอกสมอง และ โรคมะเร็งสมอง
– ปวดศีรษะจากสายตาผิดปกติเช่น สายตาสั้น โรคต้อหิน
– ปวดศีรษะจากโรคทางจิตเวช
– ปวดศีรษะจากอุบัติเหตุต่อศีรษะและสมอง
– ปวดศีรษะจากโรคไซนัสอักเสบ
– ปวดศีรษะจากโรคหลอดเลือกสมอง เช่น การฉีกขาดของหลอดเลือดแดง โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง ภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ
– ภาวะขาดน้ำ
– ปัญหาผิดปกติของฟัน
– การติดเชื้อที่หูชั้นกลาง

• อาการปวดศีรษะจากเส้นประสาทและอื่น ๆ (Cranial Neuralgias, Facial Pain and Other Headaches)

อาการปวดหัวที่เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 5 (Trigeminal Neuralgia) ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมความรู้สึกบนใบหน้า อาการปวดหัวประเภทนี้ที่พบบ่อย มักมีอาการปวดศีรษะในระดับปานกลางเรื้อรัง และมีการปวดใบหน้าร่วมด้วย สามารถเกิดอาการได้ทั้งสองด้าน แต่ส่วนใหญ่มักเกิดด้านเดียว

การวินิจฉัยโดยแพทย์

เนื่องจากอาการปวดศีรษะพบได้บ่อยมาก และส่วนใหญ่จะมีการอาการไม่รุนแรงนัก มักมีสาเหตุมาจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้สายตามากเกินไป หรือเกิดร่วมกับการมีไข้ เป็นต้น
ดังนั้น แพทย์มักให้การวินิจฉัยและให้การรักษาโรคเหล่านั้น จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และอาจ ร่วมกับการตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ โดยคำถามที่แพทย์มักใช้ถามในการซักประวัติคือ

– ช่วงระยะเวลาที่มีอาการปวดศีรษะ
– ความถี่ของการเกิดอาการ
– ระยะเวลาที่ปวดแต่ละครั้ง เช่น ปวดนาน 30 นาที
– เวลาที่ปวด เป็นช่วงใดของวัน ( เช้า สาย บ่าย กลางคืน)
– ตำแหน่งที่ปวด ปวดศีรษะบริเวณใด แผ่กระจายหรือร้าวไปที่ไหนบ้าง
– ชนิดของการปวดหรือลักษณะอาการปวด
– อาการนำหรืออาการเตือน เช่น สายตาวูบวาบ
– อาการอื่นที่ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ตาลาย ตามัว หูอื้อ เป็นต้น
– ปัจจัยที่ทำให้ปวดมากขึ้น
– วิธีที่ช่วยให้บรรเทาปวด

แพทย์จะวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการปวดศีรษะเพิ่มเติมต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะรุนแรง มีอาการปวดศีรษะเรื้อรังและทวีความรุนแรงเพิ่มต่อเนื่อง และ/หรือร่วมกับมีอาการผิดปกติอื่นๆเช่น คลื่นไส้ อา เจียน หรือแขน/ขาอ่อนแรง

โดยทั่วไปการตรวจเพิ่มเติมนั้นแพทย์จะพิจารณาการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ ตามดุลยพินิจและอาการของผู้ป่วย เช่น การตรวจเลือด การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณศีรษะ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณศีรษะ หรือการเจาะน้ำไขสันหลังอาจจะตรวจตา การตรวจร่างกายทางระบบประสาท เป็นต้น

การรักษาอาการปวดหัว

อาการปวดหัวนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบจากหลายสาเหตุการเกิด มีทั้งแบบที่สามารถรักษาให้หายได้และไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งการรักษานั้นแพทย์จะต้องทำการตรวจหาสาเหตุของอาการปวดนั้นๆให้พบและทำการรักษาที่สาเหตุ โดยจุดประสงค์ของการรักษาอาการปวดหัวจะมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการ ซึ่งแนวทางการรักษานั้นต้องพิจารณาร่วมกันปัจจัยด้านอื่นๆของตัวผู้ป่วยด้วย อาทิเช่น อายุ สุขภาพโดยรวมและประวัติทางการแพทย์ ระยะเวลาและความรุนแรงของอาการปวดหัว การตอบสนองต่อการรักษา ร่วมทั้งต้องคำนึงถึงความความต้องการของผู้ป่วยด้วย
สำหรับในผู้ที่มีอาการปวดหัวทั่วไปไม่ร้ายแรงนั้น สามารถดูแลตนเองเบื้องต้นที่บ้านคือ

– พักผ่อนให้เพียงพอ

– พยายามไม่เครียดมากจนเกินไป หากิจกรรมต่างๆทำ

– ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ

– รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ประกอบไปด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน

– ดื่มน้ำให้เพียงพอประมาณ 8 แก้วหรือ 2 ลิตรต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและเกลือแร่

– หลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้ง่าย เช่น อาหารบางชนิด การอดนอน การอดอาหาร กลิ่นต่างๆ

สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ในเบื้องต้นแต่ควรปรึกษาเภสัชกรเพื่อรับคำแนะนำในการรับประทานยาแต่ละชนิดอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยยาที่นิยมรับประทานเพื่อบรรเทาอาการในเบื้องต้นเช่นยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แต่ไม่ควรซื้อยาแอสไพริน (Aspirin) เนื่องจากโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูง

แต่หากลองปรับพฤติกรรมและดูแลตนเองรวมถึงรับประทานยาบรรเทาอาการแล้ว อาการปวดยังคนรุนแรงและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งมีอาการอื่นๆเกิดขึ้นจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามดุลพินิจว่าควรรักษาด้วยวิธีใดที่เหมาะสมกับผู้ป่วย โดยแบ่งตามประเภทของอาการปวดหัวตามสาเหตุเป็นหลัก ซึ่งอาการปวดหัวที่พบได้บ่อย ได้แก่
ปวดหัวไมเกรนหรือปวดไมเกรน

อาการปวดไมเกรน

บรรเทาลงได้ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาด และรับประทานยาระงับปวดที่หาซื้อได้ทั่วไป เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือยาแอสไพริน (Aspirin) แต่ในบางรายนั้นมีอาการรุนแรงจนยาทั่วไปไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ แพทย์จะเปลี่ยนมาสั่งจ่ายยาอื่น ดังนี้คือ กลุ่มยาระงับปวด (Narcotics/ Analgesics) ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) ยาทริปแทน (Triptans) ยาเออร์กอต แอลคาลอยด์ (Ergot Alkaloids) ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการได้ แต่อย่างไรก็ตามอาการอื่นที่เกิดร่วมนั้นอาจยังคงอยู่เช่น การ อาเจียน ซึ่งต้องรับประทานยาแก้อาเจียนเพิ่มแยกต่างหาก

หากมีอาการปวดไมเกรนมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ให้รับประทานยา อย่างสม่ำเสมอในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบของอาการที่จะเกิดขึ้นกับการใช่ชีวิตประจำวั

ปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัวหรือจากความเครียด

คล้ายกับการดูแลตนเองของอาการปวดไมเกรน นั้นคือการพักผ่อนให้เพียงพอ และเพิ่มในส่วนของของการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณหลังคอ และสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยบรรเทาอาการนี้คือ การหลีกเลี่ยงความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุหลัก แต่ในรายที่มีอาการปวดรุนแรง เรื้อรังต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัดหรือการแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น การฝึกไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback) สำหรับบำบัดกล้ามเนื้อในผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว เทคนิคในการลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ (Relaxation Training) การนั่งสมาธิ หรือการบัดบัดเพื่อลดความเครียดอื่นๆ ร่วมด้วย และในส่วนของการใช้ยารักษาอาการปวดหัวจะเป็นยาในกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ใช้รักษาอาการปวดไมเกรนเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การปวดหัวรูปแบบนี้สามารถมีสาเหตุได้จากความผิดปกติบริเวณกระดูกต้นคอ หรือความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร ต้องคอยสังเกตอาการตนเองเพื่อจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ปวดหัวคลัสเตอร์หรือปวดหัวเป็นชุดๆ

ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะให้รับประทานยายากลุ่มทริปแทน (Triptan Drugs) ยาระงับอาการทางจิต (Antipsychotic Drugs) ยาแคลเซียม แชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium Channel Blocker) ยาต้านชัก (Anticonvulsant) เพื่อช่วยลดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง และในกรณีที่รุนแรงมากอาจใช้ในกรณีที่อาการรุนแรงมากอาจต้องใช้เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทต้นคอที่ส่งสัญญาณไปยังสมอง หรือผ่าตัดเอาเส้นประสาทบริเวณใบหน้าบางส่วนออก เพื่อลดอาการปวด

การบรรเทาอาการปวดหัว

• การนวดเพื่อผ่อนคลาย

เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง สบายตัว โดยมีทั้งหมด 7 ท่าดังนี้

• บรรเทาอาการปวดหัวด้วยการประคบเย็น

ประคบเย็นบริเวณหน้าผาก ความเย็นสามารถช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ซึ่งจะไปลดการอักเสบและอาจบรรเทาอาการปวดหัวผลดีโดยเฉพาะกับอาการปวดบริเวณขมับหรือไซนัสแต่หากอาการปวดหัวมาจากความตึงเครียด เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล หรือปวดกล้ามเนื้อ การอาบน้ำอุ่นหรือการประคบร้อนอาจช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดีกว่า

• ใช้สมุนไพรบรรเทาอาการปวดหัว

– ขิง ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวแล้ว และช่วยเรื่องการคลื่นไส้อาเจียนซึ่งมักเป็นผลจากการปวดหัวได้อีกด้วย

– ผักชี ส่วนของเมล็ดผักชีสามารถใช้เพื่อลดการติดเชื้อที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ โดยนำมานำมาเคี้ยว หรือผสมลงในอาหารหรือชา หรือทานสารสกัดก็ได้เช่นกัน

– ชา จากแพชชันฟลาวเวอร์ โรสแมรี่ หรือลาเวนเดอร์ 1 แก้วนั้น สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ส่วนชาเปปเปอร์มิ้นต์และชาคาโมมายล์จะช่วยให้เกิดการผ่อนคลาย

• จัดสถานที่ทำงานให้เหมาะสมตามหลักสรีรศาสตร์

การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจเป็นสิ่งทำให้คุณปวดหัว โดยเรามักนั่งหลังโก่งเวลาใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ดิจิตอลอื่นๆ ทำให้คอยืนไปด้านหน้าการวางตำแหน่งของร่างกายไม่เหมาะสมทำให้เนื้อเกร็ง ตึงเตรียดเกิดการปวดหัวได้ ต้องแก้ไขโดยการพยายามปรับท่าทางของตนเองให้เหมาะสม และปรับระดับคอมพิวเตอร์ให้เหมาะกับระดับความสู้ที่คอไม้ก้มลงจนเกินไป และพักสายตาจากการทำงานเป็นระยะๆ

การป้องกันอาการปวดหัว

อาการปวดหัวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นอาการที่ป้องกันได้ยากแต่อย่างไรก็ตามยังสามารถลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอาการปวดหัวลงได้โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น

พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน

รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และครบห้าหมู่

หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการเช่น ความเครียด และเมื่อต้องการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการควรใช้ยาอย่างระมัดระวังและรับคำปรึกษาจากเภสัชกร