worker office - ออฟฟิศซินโดรม วิธีดูแลรักษาและป้องกันโรคยอดฮิตของคนยุคใหม่

ออฟฟิศซินโดรม วิธีดูแลรักษาและป้องกันโรคยอดฮิตของคนยุคใหม่


ออฟฟิศซินโดรม (office syndrome)

ลักษณะงานและกิจกรรมต่างๆในปัจจุบันนั้นล้วนมีแนวโน้มทำให้ใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายลดลง สังเกตได้จากพฤติกรรมต่างๆ ของเด็กนั้นจากแต่ก่อนออกไปวิ่งเล่น ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อน กลับหันไปติดสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นโดยจะใช้เวลาในการเล่นอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน ก่อนให้เกิดโรคที่ชื่อว่า ออฟฟิศซินโดรม

นอกจากจะส่งผลให้ใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายลดลงแล้ว ยังส่งผลต่อกิจวัตรบางอย่างด้วย เป็นต้นว่า เด็กปฏิเสธที่จะทำการบ้าน ถ้าพวกเขาไม่ได้เล่นเกมส์หรือดูคลิปในยูทูป ส่วนในกลุ่มคนวัยทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานออฟฟิศ

ซึ่งลักษณะงานนั้นจะต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยการอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆนั้นจะส่งผลต่อระบบต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะในระบบโครงร่างและกล้ามเนื้อนั่นเอง

โดย นพ. วศิน กุลสมบูรณ์ กล่าวว่า “ งานที่มีลักษณะต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยท่าทางซ้ำๆเป็นเวลามากกกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน หรือท่าทางการทำงานอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งหลังค่อม ท่าก้มหรือเงยคอมากเกินไป ก็จะส่งผลต่อระบบต่างๆของร่างกายได้ โดยเฉพาะระบบกระดูกและ กล้ามเนื้อดังที่ได้ระบุไว้ข้างต้น ซึ่งเมื่อดูจากผลกระทบแล้วพบว่านอกจากจะต้องดูแลตนเอง รู้จักเปลี่ยนท่าทางการทำงาน หรือจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการทำงานแล้ว หากผู้ใดที่มีการรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการทำงานการรับการรักษาทางด้านกายภาพบำบัดก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ส่งผลเป็นอย่างมาก

สาเหตุของการเกิดออฟฟิศซินโดรม

• สภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เหมาะสม เช่น ระยะห่างและความสูงของโต๊ะคอมพิวเตอร์ต่อตัวผู้ใช้ หรือเครื่องจักรในโรงงานที่บางครั้งไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมาะสม กับตัวผู้ใช้ทำให้อาจต้องก้มตัวหรือเอือมจับตลอดการทำงาน เมื่อร่างกายต้องอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะนานๆก็อาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าได้ หรือในกรณีที่แสงสว่างในที่ทำงานไม่เพียงพอ ต้องคอยเพ่งมองทำให้ใช้งานดวงตาและกล้ามเนื้อรอบดวงตามากกกว่าปกติ จึงเกิดเป็นอาการปวดกระบอกตาได้

• การนั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆหรือมีท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสมหรือเคลื่อนไหวซ้ำซากเป็นประจำเป็นเวลานานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน

• ท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่น

– การนั่งหลังค่อม ท่าก้มหรือเงยคอมากเกินไป
– ท่าทางการยกของที่ไม่เหมาะสม

• สภาพร่างกายที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย เช่น ภาวะเครียดจากงาน การอดอาหาร การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียส่งผลต่อระบบต่างๆโดยรวมของร่างกายได้

office - ออฟฟิศซินโดรม วิธีดูแลรักษาและป้องกันโรคยอดฮิตของคนยุคใหม่

การสังเกตอาการออฟฟิศซินโดรม

1) อาการเริ่มต้น

อาจรู้สึกว่าทำงานไปสักพักแล้วเริ่มปวดเมื่อย แต่เมื่อใช้เวลาพักสักครู่ก็หายและจะมีอาการปวดเรื้อรังนานขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่า 1-2 สัปดาห์เป็นต้นไป เนื่องจากนั่งทำงานนานๆ โดยไม่ได้ขยับร่างกาย หรือจากกรณีที่เก้าอี้และโต๊ะอาจไม่อยู่ในลักษณะที่สมดุลกับร่างกาย
โดยอาการปวดที่เกิดขึ้นจากการสำรวจพนักงานออฟฟิศในประเทศฝั่งยุโรปพบว่าอันดับ หนึ่งคือ การปวดหลัง รองลงมาคืออาการปวดบริเวณคอ/ไหล่ และปวดศีรษะหรือปวดหัวไมเกรนบ่อยครั้งขึ้น เนื่องจากความเครียดสะสม ใช้สายตาหนัก นอนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ และไม่เป็นเวลา ตามลำดับ

2) อาการเริ่มรุนแรงขึ้น

ถึงแม้ว่าพักผ่อนจากการทำงานแล้วอาการก็ยังคงอยู่ ซึ่งระยะนี้อาจจะต้องเพิ่มการปรับเปลี่ยนทั้งสิ่งแวดล้อมและท่าทางการทำงานให้ถูกต้องเหมาะสม และในบางรายอาจใช้วิธีการรักษาทางกายภาพบำบัดร่วมด้วย

3) อาการมีความรุนแรงมากแม้ทำงานเพียงเบาๆ

เมื่อพักแล้วอาการก็ยังไม่ทุเลาลง ต้องพักงานหรือเปลี่ยนงาน และเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง เช่น มือชา เอ็นอักเสบ นิ้วล็อค จากการพิมพ์งานบนคอมพิวเตอร์ หรือใช้งานเมาส์กับคอมพิวเตอร์นานเกินไป อาจทำให้กล้ามเนื้อกดทับประสาท เส้นเอ็นอักเสบ หรือเกิดพังผืดบริเวณนิ้ว และมือได้

อาการทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงานที่พบได้บ่อย

• กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง (myofascial pain syndrome; MPS)

เกิดจากมีท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสมหรือทำงานอยู่ในท่าเดิมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำ ให้กล้ามเนื้ออยู่ในภาวะทำงานหนักมาก (Overload) ขณะกล้ามเนื้อทำงานนั้นจะอยู่ในลักษณะหดตัว เมื่อทำงานมากก็จะหดตัวค้างไว้เรื่อยๆ ทำให้ขาดพลังงาน ของมีเสียต่างๆคลั่ง เกิดอาการปวดขึ้นได้ และในบางครั้งก็อาจมีความปิดปกติในไขสันหลังร่วมด้วย

อาการปวด

– ปวดตื้อๆ (Deep dull aching)

ลึกลงไปด้านในกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณสะบักจะเป็นบริเวณ ที่พบได้บ่อย

– ปวดร้าว (Referred pain)

เป็นอาการปวดที่ร้าวมากจากตำแหน่งอื่นๆ เช่น จุดที่ทำให้เกิดคือ กล้ามเนื้อบริเวณหลังมัดที่พบได้บ่อยคือ Trapezius จะมีอาการปวดร้าวลงไปถึงบริเวณท้ายทอย ขมับและครอบคลุมถึงบริเวณศีรษะ เป็นต้น อาจมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไปที่เกิดร่วมกับอาการปวดด้วย เช่น ชาที่ผิวหนัง อุณหภูมิที่ผิวหนังบริเวณปวดจะเย็นลงผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามือเท้าเย็นเหมือนเลือดไหลเวียนไม่ดี โดยอาการจะพบได้ตั้งแต่กลุ่มกึ่งเฉียบพลันโดยจะเป็นมาประมาณ 2-6 เดือน และกลุ่มเรื้อรังมักมีอาการเกิดนานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป

วิธีการรักษา

การรักษากลุ่มอาการกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ประกอบด้วย

– เริ่มต้นจากการลดสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้แก่

1. เกิดจากกล้ามเนื้อทำงานไม่เท่ากัน เนื่องจากอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น สะพายกระเป๋า
เป้ข้างเดียว นั่งทำงานคอมพิวเตอร์โดยการก้มตัวพร้อมทั้งโน้มคอไปด้านหน้า และแม้กระทั่งการนั่ง
อยู่ในท่าเดิมๆต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หรือบางกรณีก็อาจมาจากความผิดปกติของร่างกาย เช่น ขา 2 ข้างสั้นยาวไม่กัน เป็นต้น

2. สภาพจิตใจ เช่น ความเครียด วิตกกังวล และซึมเศร้า

– การใช้ยา

เป็นการรักษาเฉพาะที่ โดยจะฉีดยาที่ตำแหน่งจุดปวด/จุดกดเจ็บ ยาที่ใช้ เช่น ยาชา
เฉพาะที่ ยาสเตียรอยด์ ยาโบทูไลนุ่มทอกซิน (Botulinum toxin)

– ทำกายภาพบำบัด

ซึ่งมีหลายเทคนิคด้วยกัน เช่น การพ่นด้วยความเย็นแล้วยืดกล้ามเนื้อ ใช้ความ
ร้อนในการบำบัด การบริหารกล้ามเนื้อ และการทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound) กล้ามเนื้อตรงตำแหน่งที่กดเจ็บ เป็นต้น

– การนวด
– การฝังเข็ม

3. การใช้ยารับประทาน เช่น ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาต้านเศร้า ยาคลายกังวล เป็นต้น

 

• เอ็นรัดข้อมืออักเสบกดทับเส้นประสาท (carpal tunnel syndrome)

มักเกิดในกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน เนื่องจากท่าทางการใช้เมาส์นั้นจะทำให้
ข้อมืออยู่ในท่ากระดกขึ้นและเมื่ออยู่ในท่านี้เป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท
บริเวณข้อมือได้ นอกจากพบในผู้ใช้คอมพิวเตอร์แล้วยังสามารถพบได้ในผู้ที่ใช้ข้อมือกระดกขึ้นลง
บ่อยๆ หรือทำงานที่มีการสั่นสะเทือนของมือและแขนเป็นเวลานาน เช่น ในกลุ่มแม่บ้านที่ทำกับข้าว
ซักผ้า พนักงานโรงงาน พนักงานขุด เจาะถนน หรือผู้ที่เคยกระดูกหักหรือเคลื่อนบริเวณข้อมือ เป็นต้น

อาการ

– อาการปวด ชา บริเวณฝ่ามือและนิ้วมือ มักจะมีอาการเด่นชัดในมือข้างที่ถนัด โดยเฉพาะนิ้วโป้ง
นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว (ดังรูป) อาจพบว่ามีอาการมากขึ้นในตอนกลางคืนจนบางครั้ง
อาจตื่นขึ้นมาเนื่องจากอาการปวด แต่เมื่อสะบัดข้อมือแล้วมีอาการดีขึ้น

– อาจพบอาการอ่อนแรงของมือ และนิ้วมือ เช่น กำมือได้ไม่แน่น หยิบจับของแล้วหล่นง่าย หาก
ไมรีบรับการรักษาอาจมีอาการมากถึงขึ้นกล้ามเนื้อฝ่ามือฝ่อลีบ

วิธีรักษา

– ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ออฟฟิตให้ถูกต้อง เหมาะสม โดยการหาแผ่นรองข้อมือเพื่อป้องกันการ
กระดกข้อมือ และลดการกดทับบริเวณข้อมือ

– หากอาการปวดอยู่ในขั้นเริ่มต้น คือจะมีอาการเฉพาะเวลานอนหรือใช้ข้อมือทำงานหนัก ควร
ลดการทำกิจกรรมนั้นๆลง ซึ่งถ้าพักแล้วอาการดีขึ้นก็ไม่ต้องพบแพทย์

– กรณีที่ใช้ข้อมือเพียงเล็กน้อยก็มีอาการปวดเกิดขึ้น อย่างนี้ควรรีบเข้ารับการรักษาโดยมีให้เลือก
หลายทาง ประกอบไปด้วย

1. การใส่สปรินซ์ (Sprint/อุปกรณ์พยุง) เพื่อทำมือให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม

2. การรักษาด้วยยา เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดการบวมของเส้นประสาท

3. การรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าบริเวณข้อมือ

4. และถ้าไม่ได้ผลจริงๆ หรือตรวจพบกล้ามเนื้อมือลีบ ฝ่อลงไป จึงอาจพิจารณารักษาด้วยการ
ผ่าตัด

ซึ่งการกลับมาเป็นซ้ำของโรคนี้นั้นขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาตนเอง เนื่องจากหากยังหลับไปทำ
พฤติกรรมเดิมๆ เช่น ไม่ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในการทำงาน การหักข้อมือ นอนทับมือ ชอบเอามือ
มารองที่ศีรษะ โอกาสการกลับมาเป็นใหม่ของโรคก็สูงมาก

• กล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ (tennis elbow)

สาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรคเอ็นอักเสบ คือ การสะบัด หรือการใช้งานซ้ำ ๆ มากเกินไป (overuse injury) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเอ็นกล้ามเนื้อที่เกาะบริเวณข้อศอก ที่ หรือถ้ารุนแรงมากก็อาจมีการฉีกขาดของเอ็นกล้ามเนื้อขึ้นได้ โดยมักเกิดในนักกีฬา

อาการ

ปวดบริเวณข้อศอกด้านนอกเวลาขยับหมุนข้อศอก เวลาสะบัดข้อมือขึ้นแรงๆ หรือเวลากำสิ่งของในมือ เช่น ขณะตีลูกเทนนิสแบบแบคแฮนด์ ดังนั้นก่อนการเล่นนักกีฬาควรยืดกล้ามเนื้อยืดเหยียดได้เต็มที่ และควรบริหารกล้ามเนื้อแขนสม่ำเสมอทุกวัน เช่น การบีบสปริงมืออย่างอ่อนๆหรือบีบลูกบอลนิ่ม ๆ การใช้ตุ้มน้ำหนักขนาดเบา ๆ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัวและยืดเหยียตัว และฝึกหมุนข้อมือให้แข็งแรงโดยการบริหารต้องเริ่มต้นทีละน้อย ค่อยๆเพิ่มขึ้นและสม่ำเสมอ ถ้ามีอาการผิดปกติระหว่างการบริหารต้องหยุดพัก

วิธีการรักษา

– ใช้หลักการ RICE คือพัก (Rest) ใช้ความเย็นประคบ (Ice) ใช้ผ้ายืดพันป้องกันไม่ให้บวม (Compression) และวางข้อศอกสูงเวลานั่งหรือนอนโดยใช้หมอนรอง (Elevation) ในกรณีที่มีการอักเสบแบบเฉียบพลันเพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด

– เมื่ออาการปวดน้อยลง อาการบวมจากการอักเสบยุบลงแล้วจึงเริ่มบริหารกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความแข็งแรงป้องกันการบาดเจ็บครั้งต่อไป ถ้าไม่บริหารหรือฟื้นฟูสมรรถภาพให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพียงพอจะเกิดการบาด เจ็บซ้ำได้ง่ายและมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง

– หากมีอาการปวดและอักเสบมากสามารถรับประทานยาบรรเทาอาการควบคู่ไปด้วยได้ หรือในบางรายอาจมีการฉีดย สเตียรอยด์ลดการอักเสบ

– ถ้าอาการไม่มาก ก็อาจจะใส่สายรัดพยุงรัดใต้ข้อศอกช่วยป้องกันไม่ให้มีการดึงรั้งบริเวณที่เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบมากเกินไป เป็นการลดการบาดเจ็บซ้ำซ้อน

– ในกรณีที่เป็นแล้วไม่พักให้อาการหายดีอาจทำให้มีอาการเกิดขึ้นซ้ำๆจนต้องเข้ารับการผ่าตัดได้

 

• ปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณฐานนิ้วโป้งอักเสบ (De Quervain’s tendonitis)

เป็นการอักเสบและตีบแคบของปลอกหุ้มเอ็นของกล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือโดยมีสาเหตุมาจากสาเหตุการใช้งานของข้อมือและนิ้วหัวแม่มือในลักษณะซ้ำๆ เช่น การตัดกระดาษ หรือตัดผ้าหรือเกิดพร้อมกับข้ออักเสบอื่นๆ เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์

อาการ

อาการที่เกิดขึ้นจะสามารถเป็นได้ตั้งแต่ค่อยๆเป็นค่อยๆไปหรืออาจเกิดขึ้นมาในทันที โดยจะเริ่มจากมีอาการปวดหรือเจ็บบริเวณนิ้วมือ จากนั้นจะเริ่มมีอาการปวดร้าวไปจนถึงข้อศอก ซึ่งจะปวดมากขึ้นในช่วงที่ต้องหยิบหรือจับสิ่งของ อาจเกิดร่วมกับอาการบวมบริเวณเอ็นตรงโคนนิ้วหัวแม่มือ หรืออาการชาด้านหลังนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

สามารถตรวจได้โดยให้กำนิ้วหัวแม่มือและให้หักข้อมือลงทางด้านนิ้วก้อย ผู้ที่เป็นจะมีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือ (ดังภาพ)

วิธีการรักษา

– ลดหรือพักการใช้งาน หรือกิจกรรมใดใดที่ใช้นิ้วหัวแม่มือ – การใช้อุปกรณ์พยุงข้อมือไว้เป็นเวลาประมาณ 3-6 สัปดาห์

– ใช้ยาลดอาการปวดและลดการอักเสบ

– รักษาด้วยการทางกายภาพบำบัด เช่น การประคบร้อน การประคบเย็น การใช้อัลตราซาวด์
(ultrasound)

– การฉีดยาสเตียรอยด์ ในกรณีที่ทำตามวิธีด้านบนแล้วไม่ดีขึ้น โดยระยะเวลาที่เป็นต้องมากกว่า
3 สัปดาห์ เมื่อฉีดยาแล้วอาการปวดจะทุเลาและกลับมาดีขึ้น แต่หากไม่เป็นดังนั้นสามารถฉีดใหม่ได้หลังจาก 4-6 สัปดาห์แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรฉีดเกิน 1-2 ครั้ง

– การผ่าตัดจะทำในรายที่อาการปวดไม่ทุเลา การผ่าตัดจะตัดแยกปลอกหุ้มเอ็น

• นิ้วล็อก (trigger finger)

โรคนิ้วล็อค ,ภาวะนิ้วล็อค หรือ ภาวะปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ (Trigger finger & Trigger thumb) เป็นภาวะที่มีสาเหตุจากการหนาตัวขึ้นของปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณฐานของนิ้วมือ (A1-pulley) ทำให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาขึ้นนี้ด้วยความยากลำบาก มีการเสียดสีทำให้เกิดอาการปวด หรือติดล็อคได้

โดยมักพบบ่อยในเพศหญิง และมักพบในกลุ่มอายุประมาณ 40-50 ปี โดยมากจะเกิดกับผู้ที่ใช้งานมือในลักษณะเกร็งนิ้วบ่อยๆ เช่น การทำงานบ้านต่างๆ การบิดผ้า การหิ้ว ของหนัก การใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ ตัดผ้า การยกของหนักต่างๆ

และในปัจจุบันกลุ่มคนหันมาใช้สมาร์ทโฟนและนิยมส่งข้อความผ่านทางแอพพลิเคชันต่างๆ ทำให้ต้องใช้นิ้วในท่าทางเดิมซ้ำอยู่ตลอดเวลาก็เป็นเหตุสำคัญให้เกิดนิ้วล็อคได้เช่นกัน

อาการ แบ่งเป็น 4 ระยะ

1. ระยะแรกมจะพบว่ามีอาการปวดเป็นส่วนใหญ่ อาการปวดจะเกิดขึ้นบริเวณโคนนิ้วมือ และหากเอานิ้วกดบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้าจะมีอาการปวดมากขึ้น แต่ยังไม่มีอาการล็อคหรือติดสะดุด

2. ระยะที่สอง เริ่มมีอาการสะดุด (triggering) เป็นอาการหลัก แต่อาการปวดก็มักจะเพิ่มมากขึ้นร่วมกับจะมีการสะดุดจนรู้สึกได้ขณะขยับนิ้วงอและเหยียดนิ้ว

3. ระยะที่สาม มีอาการติดล็อคเป็นอาการหลัก โดยเมื่องอนิ้วลงไปแล้ว จะติดล็อคจนไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ ต้องเอามืออีกข้างมาช่วยแกะ หรืออาจมีอาการมากขึ้นจนไม่สามารถงอนิ้วลงได้ด้วยตนเอง

4. ระยะที่สี่ มีการอักเสบบวมมากจนทำให้นิ้วติดอยู่ในท่างอเล็กน้อย ไม่สามารถเหยียดให้ตรงได้ ถ้าใช้มือมาช่วยเหยียดขยับจะยิ่งทำให้ปวดมาก

วิธีการรักษา

– ในระยะแรกอาการยังไม่รุนแรงสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมกับรักษาอาการได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากการพักการใช้งานหรือลดการใช้งานในนิ้วที่มีอาการ แช่มือในน้ำอุ่นพร้อมทั้งขยับนิ้วงอเข้าเหยียดออกและค่อยๆนวดคลายบริเวณโคนนิ้วที่มีอาการปวด สามารถใช้ยารับประทานเพื่อลดการอักเสบ ลดบวม และลดอาการปวดร่วมด้วย

– การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบ ลดปวดและลดบวม เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก ส่วนมากมักจะหายเจ็บและในบางรายอาการสะดุดจะดีขึ้น แต่อย่างไรก้ตามการฉีดยามักถือว่าเป็นการรักษาแบบชั่วคราวและข้อจำกัดก็คือ ไม่ควรฉีดยาเกิด 2 หรือ 3 ครั้ง ต่อ 1 นิ้วที่เป็นโรค การรักษาโดยการฉีดยานี้สามารถใช้ได้กับอาการของโรคตั้งแต่ระยะแรกจนถึงระยะท้าย

– การรักษาโดยการผ่าตัด ถือว่าเป็นการรักษาดีที่สุดในแง่ที่จะไม่ทำให้กลับมาเป็นโรคอีก หลักในการผ่าตัด คือ ตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาอยู่ให้เปิดกว้างออก เพื่อให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านได้โดยสะดวก ไม่ติดขัดหรือสะดุดอีก โดยการผ่าตัดแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ

1. การผ่าตัดแบบเปิด เป็นวิธีมาตรฐาน ที่ควรทำในห้องผ่าตัด โดยฉีดยาชาเฉพาะที่ผ่าตัดเสร็จก็กลับบ้านได้ หลังผ่าตัดหลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก และการสัมผัสนิ้ว ประมาณ 2 สัปดาห์

2. การผ่าตัดแบบปิด โดยการใช้เข็มเขี่ยหรือสะกิดปลอกหุ้มเอ็นออก โดยแทบไม่มีแผลให้เห็น โดยวิธีนี้อาจมีผลแทรกซ้อนได้ถ้าไปเขี่ยหรือสะกิดถูกเส้นประสาท ดังนั้น จึงไม่แนะนำสำหรับนิ้วที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาทสูงนั้นคือ นิ้วหัวแม่มือ และนิ้วชี้ และการผ่าตัดแบบปิดนี้ใช้ได้สำหรับคนไข้ที่มีอาการของโรคตั้งแต่ระยะที่สองขึ้นไป

– การรักษาทางกายภาพบำบัด โดยใช้ การใช้ความร้อนประคบ, พาราฟิน, คลื่นตราซาวด์ (ultrasound) ลดอาการอักเสบและการออกกำลังกายเหยียดนิ้ว ท่าละ 10 ครั้ง/3 เซ็ต

massage - ออฟฟิศซินโดรม วิธีดูแลรักษาและป้องกันโรคยอดฮิตของคนยุคใหม่

• เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ (tendinitis)

การอักเสบของเส้นเอ็น (tendon) มักมีสาเหตุจากการได้รับบาดเจ็บหรือทำงานหนัก ทำให้เส้นเอ็นเกิดการอักเสบและเกิดอาการปวดขึ้นบริเวณนั้น เช่น บริเวณหัวไหล่ ข้อศอก ข้อเข่า แต่ก็อาจเกิดขึ้นที่บริเวณข้อสะโพก ข้อเท้า และข้อมือ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ทำให้เส้นเอ็นส่วนนั้นถูกยึดและดึงรั้ง

อาการ

อาการปวดมักจะเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ ๆ หรือเป็นเดือน ๆ เมื่อใช้นิ้วมือกดแรง ๆ บริเวณที่ปวดจะพบจุดที่กดเจ็บจุดเดียว ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณข้อ บางคนอาจมีอาการบวมของเส้นเอ็นส่วนนั้นร่วมด้วย

วิธีการรักษา

1. หยุดพักหรืองดใช้งานบริเวณที่มีการอักเสบของเอ็น และสามารถใช้การประคบเยนเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ ในกรณีที่มีการวดมากอาจใช้ยาบรรเทาอาการปวดและอักเสบได้

2. ฉีดยา ในกรณีที่มีอาการรุนแรง อาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ แพทย์อาจทำการฉีดยา
สเตียรอยด์ บริเวณรอบๆเอ็นที่อักเสบเพื่อลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการฉีดยานั้นไม่ควรฉีดเกินปีละ 2-3 ครั้ง อาจทำให้เส้นเอ็นเปื่อยฉีกขาดได้

3. ทำกายภาพบำบัด และการออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นแข็งแรงขึ้น

4. การผ่าตัด ในกรณีที่เส้นเอ็นเกิดการฉีกขาดเทคนิคการซ่อมเส้นเอ็นทำได้หลายแบบ รวมทั้งการผ่าตัดเพื่อเสริมความแข็งแรงของเส้นเอ็นอีกด้วย

• ปวดหลัง (Back pain)

ปวดหลังเป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัยไม่ว่าจะผู้สูงอายุ วัยทำงาน หรือวัยรุ่น ปัจจุบัน
พบว่าอาการปวดหลังนั้นพบสูงขึ้นในวัยทำงานเนื่องจากพฤติกรรมการนั่งทำงานไม่เปลี่ยนท่าเป็น
เวลานานๆ หรือนั่งผิดท่าเช่น นั่งหลังโก่ง ไหล่ห่อ เพราะโต๊ะทำงานเตี้ยเกินไปหรืออยู่ห่างจากตัวมากไป นั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมเช่น การนั่งกับพื้นโดยท่านั่งพับเพียบนั้น ลำตัวจะเอียงไม่เท่ากัน นั่งนานๆทำให้ปวดหลังและกระดูกสันหลังโค้งงอผิดท่า กล้ามเนื้อบริเวณหลังเกิดอาการเกร็งก็ยิ่งส่งผลให้ปวดหลังมากขึ้น

นอกจากนั้นแล้วอาการปวดหลังยังสามารถมีสาเหตุมาจากความอ้วนโดยจะไปทำให้มีหลังแอ่น
หรือในคนที่ต้องใส่ส้นสูงเป็นประจำกระดูกเชิงกรานจะบิดไป ทำให้เพิ่มส่วนโค้งแก่กระดูกสันหลัง
ส่วนเอวเกิดแรงเครียดต่อหลัง หรือแม้กระทั่งการนอนในที่นอนที่นุ่มมาก ๆ หรือแข็งมากเกินไปก็จะ
ทำให้หลังโก่ง งอหรือเอียงได้

วิธีการรักษา

1. ปรับสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม เช่น หากที่เก้าอี้ลึกเกินไปควรจะหาหมอน
มาหนุนหลังเพื่อช่วยให้หลังตรง ขนาดของโต๊ะและเก้าอี้ก็ควรเลือกให้เหมาะสมพอดีกับสรีระ โดย
สังเกตจากขณะนั่งสะโพกและขาต้องตั้งฉากกัน หากเก้าอี้สูงเกินไปและเป็นเก้าอี้ที่ปรับระดับไม่ได้
ควรหาม้านั่งตัวเล็กไว้ใต้โต๊ะเพื่อวางเท้า และจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ระดับสายตาและห่างออกไป 12-18 นิ้ว เป็นต้น

2. ปรับเปลี่ยนท่าทางขณะทำงานอยู่สมอ ไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันนานเกิน 6 ชม.

3. ยืดกล้ามเนื้อเพื่อบรรเทาอาการปวด โดยให้ยืดจนรู้สึกตึกและค้างไว้ท่าละ 10 วินาที/3เซ็ต

4. รับการรักษาทางกายภาพบำบัดโดยนักกายภาพบำบัดจะตรวจวินิจฉัย ให้การรักษาตามอาการ อาทิเช่น การยืดกล้ามเนื้อและออกกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง หรือใช้
อุปกรณ์การรักษา เช่น คลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound) แผ่นประคบร้อน หรือเทคนิควิธีการยับข้อต่อเพื่อบรรเทาอาการปวด

โรคต่างๆที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็น โรคที่มักเกิดกับผู้ที่ทำงานในท่าทางที่ไม่เหมาะสม หรือทำงานอยู่ในท่าเดิมนานๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการรักษาโดยเบื้องต้นส่วนใหญ่แล้ว สามารถทำได้ด้วยตนเองเพียงแค่รู้จักเปลี่ยนท่าทางในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งปรับสภาพสถานที่ทำงานลุปกรณ์ หรือเครื่องจักรต่างๆให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน และควรมั่นยืดกล้ามเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อที่หดตัวอยู่ทั้งวันได้ยืดคลายออกไม่สะสมของเสียจนทำให้เกิดอาการปวด

และสิ่งที่สำคัญในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันและรักษาอาการต่างๆที่เกิดขึ้นคือออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆแข็งแรง และการออกกำลังกายนั้นยังส่งผลไปถึงระบบต่างๆทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาท ฯลฯ ทำให้ร่างกายสุขภาพดีขึ้นได้อย่างเป็นองค์รวม