pimple - วิธี รักษาสิว เบื้องต้น เรียนรู้เรื่องสิวให้เข้าใจ รักษาสิวถูกวิธี

วิธี รักษาสิว เบื้องต้น เรียนรู้เรื่องสิวให้เข้าใจ รักษาสิวถูกวิธี


รักษาสิว อย่างไรดี

สิวเกิดจากอะไร?

ก่อนจะ รักษาสิว ได้ ต้องเข้าใจสิวก่อน สิวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะสังเกตได้ว่ามักเกิดในกลุ่มวัยรุ่นมากที่สุดเนื่องจากในช่วงวัยรุ่นนั้นจะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ปริมาณฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงนั้นไปกระตุ้นการสร้างน้ำมันจำนวนมาก 

เมื่อน้ำมันที่เกิดขึ้นในรูขุมขนรวมกับขนอ่อน เซลล์ผิวที่ลอกตัวและแบคทีเรียที่มีอยู่หลายชนิด ซึ่งตัวที่มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดสิวคือ Propionibacterium acnes หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า พี แอคเน่ (P.acne) เมื่อทั้งหมดรวมกันแล้วจะเกิดเป็นสารเหนียวที่ชื่อว่า “คอมีโดน (comedones)” สารนี้จะทำให้เกิดการอุดตันขึ้นภายในรูขุมขนโดยระยะเวลาการก่อตัวของคอมีโดนเฉลี่ยอยู่ที่ 2 สัปดาห์ ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้จะค่อยๆโตขึ้น ทำให้ท่อไขมันและรูขุมขนโป่งพองดันผิวหนังนูนขึ้น จนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ระยะนี้เองที่เราเรียกมันว่า “สิว”

ซึ่งไม่เพียงแค่ที่บริเวณใบหน้าเท่านั้นที่เป็นสิวแต่สามารถพบได้ในบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เช่น หนังศีรษะ หน้าอก และแผ่นหลัง เป็นต้น

ประเภทของสิวชนิดต่างๆ

เพื่อให้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ในการรักษาสิวอย่างเหมาะสมและถูกต้อง เราควรรู้จักสิวประเภทต่างๆ เพราะหากเป็นสิวอักเสบแต่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับสิวอุดตันอาจทำให้การรักษาเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพได้

จะเห็นได้ว่าสิวแบ่งออกเป็นหลายชนิดด้วยกัน แต่หากแบ่งใหญ่ๆจากอาการอักเสบนั้นจะแบ่งออกเป็นเพียง 2 ประเภท คือ

1. สิวไม่อักเสบ (non-inflammatory acne)

ซึ่งบางคนเรียก สิวเสี้ยน สิวอุดตัน สิวผด สิวไม่มีหัว สิวคอมีโดน และอีกหลายๆอย่าง

2. สิวอักเสบ (inflammatory acne)

สิวประเภทนี้มีลักษณะเฉพาะคือ เมื่อกดจะรู้สึกเจ็บร่วมกับมีการบวม แดง

และเมื่อแบ่งย่อยจากสิวทั้ง 2 ชนิดข้างต้น ประเภทของสิวก็จะมีหลากหลายมากขึ้นดังนี้
สิวอุดตันหัวเปิด หรือสิวหัวดำ จุดสีดำที่เกิดขึ้นกับสิวประเภทนี้เกิดจากเซลล์ผิวเก่ารวมกับน้ำมันที่อัดแน่นอยู่ในรูขุมขนและทำปฏิกิริยา oxidation กับออกซิเจนในอากาศทำให้มองเห็นเป็นจุดสีดำ สิวอุดตันหัวปิดหรือสิวหัวขาว สิวประเภทนี้เกิดได้จากคอมีโดนที่เป็นสารเหนียวนั้นไม่มีทางออก ทำให้ดันผิวนูนขึ้นมาบีบออกยากต้องใช้ครีมละลายหัวสิวทาติดต่อกันสักระยะเพื่อให้หัวสิวเปิดออกก่อนจึงค่อยกดออก ห้ามกดหรือบีบสิวหากหัวสิวยังไม่เปิด เพราจะทำให้สิวติดเชื้อและไขมันแตกรั่วออกนอกผนังรูขุมขน เข้าสู่ชั้นหนังแท้กลายเป็นสิวอักเสบ เสี่ยงต่อการเกิดหลุมสิวได้

สิวอักเสบ

สิวอักเสบพัฒนามาจากสิวอุดตัน โดยสิวอุดตันอาจติดเชื้อ p.acne หรือผนังรูขุมขนแตกรั่วจากการบีบ/กดสิว หรือ ผนังรูขุมขนแตกรั่วจากขนาดของคอมีโดนที่ใหญ่เกินกว่ารูขุมขนจะทนแรงดันได้ทำให้คอมีโดนรั่วออกจากรูขุมขน จากนั้นร่างกายจะพยายามกำจัดซากคอมีโดนที่รั่วและกำจัดเชื้อ p.acne โดยใช้เซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น เม็ดเลือดขาวมาต่อสู้ จึงนำไปสู่กระบวนการอักเสบ ซึ่งสิวเม็ดที่อักเสบนั้นจะมีลักษณะบวม แดง กดเจ็บ ทำให้แต่งต่างจากสิวอื่นๆที่ไม่อักเสบ
โดยสิวอักเสบนั้นยังสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้

1. สิวอักเสบชนิด paplue

เป็นสิวที่มีการอักเสบแค่ส่วนบนเท่านั้น จึงเห็นเป็นสิวนูนแดงขึ้นมาเล็กน้อย

2. สิวอักเสบชนิด pustule

เป็นชนิดที่อยู่ทั้งบนผิวหนังชั้นตื้นและลึก หากเป็นหนองบนผิวหนังชั้นตื้นจะสามารถรักษาให้หายได้เร็วกว่าสิวชนิดตุ่มนูนแดง

3. สิวอักเสบชนิด nodule/cyst หรือสิวหัวช้างหรือสิวซีสต์

เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุด ทำให้คอลลาเจนถูกทำลายจนอาจกลายเป็นรอยแผลเป็นขนาดใหญ่หรือหลุมสิว

การรักษาสิวอักเสบหลักสำคัญ คือการเอาหนองที่อุดตันออกให้หมด หากหนองที่คั่งอยู่ภายในไมได้ถูกกำจัดออก กระบวนการอักเสบจะยังเกิดต่อไปเรื่อยๆอาจทานยาหรือทายาฆ่าเชื้อร่วมด้วยเพื่อลดจำนวนเชื้อ

สาเหตุของการเกิดสิว

1. ฮอร์โมนแอนโดรเจน(androgens)

เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการสร้างน้ำมัน โดยมักพบมากในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยในช่วงที่ฮอร์โมนชนิดนี้มีการเปลี่ยนแปลงจะทำให้สิวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในเพศหญิงคือช่วงที่มีประจำเดือนหรือตั้งครรภ์ ส่วนเพศชายจะพลุ่งพล่านในช่วงวัยรุ่นหรือในช่วงเครียด ๆ

2. พันธุกรรม

ที่ทำให้แต่ละคนมีโครงสร้างของผิวหนังที่แตกต่างกัน การสร้างไขมันที่มากหรือน้อยเกินไป หรือแม้กระทั้งความสามารถในการซ่อมแซมผิวหนังก็แต่ต่างกันด้วย

3. จับหรือสัมผัสหน้าบ่อยๆ

โดยในแต่ละวันมือของเราจับสัมผัสกับสิ่งต่างๆมากมาย ถ้าหากเราเอามือนั้นมาสัมผัสหน้าโดยไม่ได้ล้างทำความสะอาดเสียก่อนเชื้อโรค แบคทีเรียและสิ่งสกปรกบนมือก็จะทำให้สิวที่มีอยู่บนใบหน้าเกิดการอักเสบได้
รวมใบถึงในกรณีที่หลายคนชอบขัดถูหน้าแรงๆ เป็นประจำ หากทำตอนที่มีสิวอยู่บนใบหน้าจะทำให้สิวนั้นอักเสบ ควรรอให้สิวหายก่อนจึงขัด และไม่ควรขัดบ่อยจนเกินไป

4. ล้างหน้าบ่อยๆ

มักเกิดขึ้นกับคนที่มีผิวหน้ามัน โดยการล้างหน้าบ่อยเกินไปหรือมากกว่าวันละ 2 ครั้ง จะเป็นการกระตุ้นให้ต่อมไขมันให้ทำงานมากผิดปกติ และจะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นทำให้หน้ายิ่งมันกว่าเดิม

5. ล้างหน้าผิดวิธี

บางคนใช้เครื่องสำอางแต่ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางเหล่านั้นออกก่อน ช้แค่โฟมล้างหน้าปกติ สุดท้ายเครื่องสำอางเหล่านั้นก็จะผสมกับโฟมล้างหน้าจนเกิดการอุดตันทำให้สิวผุดขึ้นมา หรือบางคนล้างหน้าบ่อยและล้างหน้ารุนแรงเกินไปก็กลายเป็นการกระตุ้นให้เกิดสิวเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวได้อีกด้วย

6.กิจวัตรประจำวันต่างๆ

เช่น การไม่รักษาความสะอาดของสิ่งต่างๆที่ใบหน้ามีโอกาสสัมผัส เช่น มือ โทรศัพท์ อุปกรณ์แต่งหน้า หมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ หรือในกรณีที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง เช่น เครื่องสำอางที่มีน้ำมันเป็นส่วนผสม, การใช้ครีมหรือแป้งที่อาจเป็นต้นเหตุของสิวบนใบหน้า เป็นต้น

7. ความมันบนใบหน้า

จะสังเกตได้ว่าผู้ที่มักเป็นสิวได้ง่ายคือผู้ที่ผิวหน้ามัน เนื่องจากน้ำมันนี้จะไปอุดตันอยู่ในรูขุมขนนานๆ เข้าก็จะไปผสมกับเซลล์ที่ตายแล้วและทำให้เกิดเป็นสิวอุดตันอยู่ในนั้น ซึ่งสิวชนิดนี้คือตัวการสำคัญทำให้มีปัญหาสิวชนิดอื่นตามมา

8. ความเครียด

จากการวิจัยพบว่าความเครียดทำให้ระดับซีบั่ม(sebum)ในร่างกายสูงขึ้น เกิดการผลิตน้ำมันที่ผิวหน้าและเส้นผมมากขึ้น เมื่อหน้ามันมากขึ้นโอกาสที่รูขุมขนอุดตันซึ่งก่อให้เกิดสิวก็มากขึ้นตามมา นากจากนั้นยังทำให้ระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนที่ควบคุมการสร้างน้ำมันสูงขึ้นอีกด้วยก็จะยิ่งที่ทำหน้ามันมากขึ้น

9. นอนดึก

ไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวโดยตรง แต่เป็นตัวกระตุ้นสาเหตุของการเกิดสิวที่นั้นก็คือทำให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยรุ่นที่เป็นสิวได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตามยังมีหลายๆข้อมูลที่กล่าวว่าหากเรานอนดึกเป็นประจำแต่ครบตามเวลาที่เหมาะสมในการนอนคือ 6-8 ชั่วโมงต่อวันก็ไม่ได้ก่อให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น แต่สิวจะเพิ่มในกรณีที่นอนไม่เป็นเวลา เช่นบางวันนอน 5 ทุ่ม บางวันนอนตี 2 เป็นต้น

10. มลภาวะและแสงแดด

ผู้ที่ต้องตากแดดเป็นเวลานานๆจะทำให้น้ำมันบนผิวหน้าระเหยออกไป ผิวหน้าจึงต้องเร่งผลิตน้ำมันออกมาเพิ่มมากขึ้น เมื่อหน้ามันก็ย่อมเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และยิ่งเมื่อเจอกับมลภาวะรวมทั้งสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยก็ยิ่งกระตุ้นให้สิวเพิ่มมากขึ้น
ในกรณีที่ทำงานอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลาบางครั้งก็หนีสาเหตุการเกิดสิวนี้ไม่พ้นเนื่องจากการอยู่ในห้องแอร์นานๆจะทำให้ผิวแห้ง และอากาศที่วนเวียนอยู่ในนั้นยังอาจไม่สะอาดเพียงพอจนไปกระตุ้นการเกิดสิวได้

11. การสูบบุหรี่

จะไปทำให้เส้นเลือดตีบดังนั้นการลำเลียงอาหารและออกซิเจนไปยังผิวจึงไม่เพียงพอทำให้ผิวหนังชั้นนอกของเรานั้นไม่แข็งแรงอีกต่อไปเมื่อพบเจอกับแบคทีเรียและสิ่งสกปรกต่างๆจึงไม่สามารถที่ป้องกันหรือฟื้นฟูตนเองได้

12. อาหาร

ปัจจุบันมีงานวิจัยออกมายืนยันแล้วว่าอาหารไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดสิว แต่สารที่อยู่ในอาหารต่างหากที่ทำให้เกิดสิว เช่น ไอโอดีนและฟลูออไรด์ในอาหารทะเล, อาหารประเภทนมหากทานมากก็ทำให้เป็นสิวได้ เนื่องจากมีฮอร์โมนแอนโดรเจนและสารที่เป็นตัวกระตุ้นสิวผสมอยู่ เช่น คาร์โบไฮเดรต, ไอโอดีน, โอเมก้า 6 เป็นต้น
และในกลุ่มคนที่มีระบบน้ำเหลืองในร่างกายไม่ดีควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารทะเล อาหารรสจัด และหน่อไม้ เพราะอาจเป็นสาเหตุของการเกิดสิว โดยสามารถสังเกตว่าตนเป็นผู้ที่มีระบบน้ำเหลืองไม่ดีได้โดยดูจากหากเป็นแผลแล้วหายยาก แถมมีหนองแทบทุกครั้งที่เป็นแผล

13. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิว

โดยเฉพาะคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ควรสังเกตว่าตนเองแพ้สารได้ เช่น ที่พบได้บ่อยคือแพ้น้ำหอม แอลกอฮอร์ ก็ควรหลีกเลี่ยงในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารนั้นๆ

14. ใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดสิว

โดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านความงามได้แสดงรายการส่วนประกอบของเครื่องสำอางที่อาจทำให้เป็นสิวได้ โดยเฉพาะกับคนหน้ามันก็จะยิ่งกลายเป็นสิวมากขึ้น ดังนี้ สารสกัดจากสาหร่าย, ลาโนลิน, โกโก้, ไขมะพร้าว, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันจมูกข้าว, น้ำมันเมล็ดฝ้าย Acetol acetilan, Amberate P, Butyl Sterate, Colloidal Sulfur, Crude coal tar, Decyl oleate, D & C Red #17,21,3, Glyceryl Stearate SE, Isocetyl Stearate, Isopropyl Isostearate, Isopropyl Myristate, Isopropyl Palmitate, Isopropyl lanolate, Isosteary neopentanoate, Lauric 23, 4, Lauric acid, Lanosterin, Langogene, Myristic acid, Octyl Palmitate, Octyl Stearate, Oleth-3, PEG 75 Lanolin, PEG 16 Lanolin, PEG 8 Stearate, Propylene Glycol Monostearate, Sterolan, Sodium Chloridem Sodium Laureth Sulfate, Sodium Lauryl Sulfate, *Crisco, *Hygrogenated Vegetable Oil, *Myristyl myristate, Mink Oil, PG 2 myristyl propionate, *Sulfonated Castor Oil

และผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่าควรจะระมัดระวังเครื่องสำอางที่มีฉลากเขียนว่า “ได้รับการทดสอบจากผู้ชำนาญด้านความงามแล้ว“, “ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้” และที่ระบุว่า “ผสมตัวยา” เพราะเครื่องสำอางเหล่านี้ก็ยังอาจก่อให้เกิดสิวได้ ดังนั้นทางที่ดีควรอ่านฉลากก่อนว่าเครื่องสำอางนั้นมีส่วนประกอบดังกล่าวและทดสอบว่าเครื่องสำอางนั้นมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบหรือไม่

15. สิ่งที่ใช้กับผม

เช่น สีย้อมผม แชมพู น้ำมันใส่ผม สเปรย์แต่งผม และเหงื่อจากหนังศีรษะ อาจทำให้เกิดสิวได้

16. ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์

ก็อาจทำให้บางคนเกิดเป็นสิวขึ้นบริเวณปากและคาง รวมถึงบริเวณใกล้เคียงได้ ซึ่งสิวลักษณะนี้จะค่อนข้างรักษาได้ยากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีทั่วไป แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้ยาสีฟันที่ไม่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ อาการของสิวก็จะดีขึ้นเอง

17. ยาบางชนิด

ในระหว่างที่เราทานยาเพื่อรักษาอาการหรือโรคที่เป็นอยู่ ยาเหล่านั้นอาจเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้เช่นกัน เพราะยาบางตัวอาจมีสารที่ไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนและเคมีในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ยาต้านอาการชัก (Hydantoin derivatives, Phenobarbitol, Trimethadione), ยาสำหรับต้านเชื้อวัณโรค (Ethambutol, Ethionamide, Isoniazid), ยาที่มีธาตุในหมู่ฮาโลเจน (Halogen) เป็นส่วนประกอบอย่างคลอไรด์และไอโอดีน, ยาที่มีผลต่อฮอร์โมนโดยตรง อย่าง androgenic hormones (มีผลมากกับผู้หญิง) corticosteroids, depoprovera, DHEA และ oral contraceptives, ยาอื่น ๆ (Antabuse, Dantrolene, Lithium salts, Maprotiline, Psoralens, Quinine, Rifampin, Thiouracil, Thiourea), ยาปฏิชีวนะ, ยาสเตียรอยด์ทั้งชนิดทาและกิน เป็นต้น ถ้าหากคุณกำลังใช้ยาเหล่านี้อยู่ คงต้องทำใจและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขกันต่อไป

ความเชื่อเกี่ยวกับสิว

• เซ็กซ์ไม่ได้มีผลต่อการเกิดสิวเพราะปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับความเชื่อที่ว่าเซ็กซ์และการช่วยตัวเองเกี่ยวข้องใดใดกับการเกิดสิว

• หลายคนคิดว่าคนที่เป็นสิวเป็นคนสกปรกไม่ได้ผิดแต่ก็ไม่ได้ถูกทั้งหมด เพราะสิวสามารถเกิดจากฮอร์โมนและสาเหตุอื่นๆได้ เช่น คนที่ระบบน้ำเหลืองไม่ดีก็สามารถเป็นสิวได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับความสะอาดแต่อย่างใด

• ช็อกโกแลตกับสิว จริง ๆ แล้วช็อกโกแลตไม่ได้เป็นตัวการทำให้เกิดสิวแต่นมและน้ำตาลที่ใส่ลงไปในช็อกโกแลตต่างหากที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสิว ดังนั้นจึงมีการแนะนำให้เลือกทานเป็น “ดาร์คช็อกโกแลต” แทน

• ตำแหน่งสิวบอกโรคได้

การวิเคราะห์สภาพผิวหรือ Face Mapping เป็นกระบวนการวิเคราะห์สภาพผิวด้วยศาสตร์ตะวันออก ทำให้เข้าใจได้ถึงสาเหตุการเกิดปัญหาสุขภาพผิว โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพผิว จากศูนย์สุขภาพผิวเลียวนาร์ด เดรก ได้แบ่งตำแหน่งการเกิดสิวบนใบหน้าเป็นโซนต่างๆ ทั้งหมด 14 โซน ซึ่งหากเป็นสิวตามตำแหน่งนั้นๆจะมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพ ดังนี้

-โซนที่ 1 และโซนที่ 3 : เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นอาจต้องดื่มน้ำมากขึ้นหรือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

– โซนที่ 2 : สิวบริเวณหว่างคิ้วอาจเกี่ยวกับตับ หรืออาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส (ดื่มนมไม่ได้) การทานอาหารรสจัดหรือทานอาหารดึกเกินไป

– โซนที่ 4 และโซนที่ 10 : บริเวณหูอาจมีปัญหาเกี่ยวกับไต

– โซนที่ 5 และโซนที่ 9 : บริเวณแก้มทั้งสองด้านโดยแก้มส่วนบนจะเกี่ยวข้องกับไซนัสและปอด แก้มส่วนล่างจะเกี่ยวกับเหงือกและฟัน โดยอาจมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ภูมิแพ้ หรือการใช้เครื่องสำอางค์ที่ไม่เหมาะสม หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด

– โซนที่ 6 และโซนที่ 8 : บริเวณรอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับไตและปัญหาภูมิแพ้ โดยอาจมีสาเหตุมาจากเครื่องสำอางที่ใช้อยู่หรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมาก

– โซนที่ 7 : ผิวบริเวณจมูกและริมฝีปาก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากมีสิวบริเวณนี้อาจหมายถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน หรือการรับประทานยาคุมกำเนิด

โซนที่ 11 และโซนที่ 13 : หากผิวบริเวณนี้แตกระแหง สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาของฟันกราม หรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน

โซนที่ 12 : สิวบริเวณคางนี้ สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็ก ที่มีผลจากการรับประทานของเผ็ด

โซนที่ 14 : สิวบริเวณอาจแสดงว่าคุณกำลังเครียดสูง

acne - วิธี รักษาสิว เบื้องต้น เรียนรู้เรื่องสิวให้เข้าใจ รักษาสิวถูกวิธี

วิธีการป้องกันการ และ รักษาสิว

1. ต้องใจเย็นๆในการ รักษาสิว เพราะในการรักษานั้นกว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลา

เช่น ในกรณีที่รักษาโดยการใช้ยาที่สกัดจากวิตามินเอที่มีฤทธิ์ช่วยดันสิวอุดตันให้โผล่ออกมาบนผิวนั้นอาจต้องใช้เวลานานถึง 8 สัปดาห์ หากไม่ใจเย็นอดทนรออาจจะทำให้การรักษาเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง หันไปลองใช้วิธีใหม่ๆจนผิวหนังบอบบาง สิวลุกลามจนอาการรุนแรงขึ้นได้

2. ปรับเปลี่ยนทัศนะคติของตนเอง

โดยหลายคนอาจคิดว่าตนเองเป็นสิวเกิดความไม่สะอาดเพียงอย่าเดียว ซึ่งไม่เป็นจริงเสมอไป สิวนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งบางสาเหตุเราก็ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ระดับฮอร์โมนในช่วงต่างๆ เมื่อปรับเปลี่ยนทัศนะคติและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุแลปัญหาที่เกิดขึ้นจะได้ไม่เกิดเป็นความเครียด

3. รู้จักสังเกตตนเองว่าตนเองมักเป็นสิวในช่วงใด

เช่น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ,ทำกิจกรรมประเภทว่ายน้ำ กิจกรรมกลางแจ้ง หรือในบางครั้งเป็นสิวเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม มีส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ก็ให้หลีกเลี่ยง

4. ขณะที่เป็นสิวควร รักษาสิว ให้หายก่อนจึงใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับหารบำรุง

โดยควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ประเภทออยล์ พวกครีมเนื้อหนัก ๆ ถ้าไม่อยากให้มันอุดตันรูขุมขนมากขึ้น แต่สำหรับคนผิวแห้งอาจต้องบำรุงบ้าง เช่น เลือกใช้เจลว่านหางจระเข้เป็นมอยเจอไรเซอร์

5. ลดความมันบนใบหน้า

โดยใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะสม และล้างหน้าให้ถูกวิธีไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะการล้างหน้าบ่อยๆยิ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดสิว

6. งดเซาน่าและสตรีมในระหว่างการ รักษาสิว

เพราะจะทำให้ผิวทั้งร้อนและชื้น สิวที่มีก็จะเห่อขึ้น รูขุมขนกว้างขึ้น บริเวณที่มีแนวโน้มจะเป็นสิวก็อาจเกิดสิวขึ้นมาได้อย่างคาดไม่ถึง ให้หันมาออกกำลังกายแทนจะดีกว่า

7. ดื่มน้ำไม่ต่ำกว่าวันละ 8 แก้ว

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้เซลล์ต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน้ำจะช่วยนำสารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายขับออกมาด้วย

8. พยายามลดความเครียด

เพราะมีการศึกษาออกมาแล้วว่า “ เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นจะทำให้การอักเสบของสิวเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น โดยคิดเฉลี่ยเป็นเปอร์เซ็นต์มากถึง 93.5% ”

9. พักผ่อนให้เพียงพอ

เพราะร่างกายจะหลั่งสารโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาช่วยซ่อมแซมร่างกายในขณะหลับ ทำให้ผิวหนังส่วนที่สึกหรอรวมถึงแผลที่เป็นอยู่ให้หายไวขึ้น

10. หลีกเลี่ยงการใช้กระดาษซับมัน แต่ให้ใช้กระดาษชำระแทน

เพราะกระดาษซับมันจะทำให้น้ำมันถูกซับออกไปจนหมด ส่งผลทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าผิวเราแห้งจนเกินไป

11. ยาคุมกำเนิดสามารถลดการเกิดสิวได้

เนื่องจากมีฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่กดการทำงานของฮอร์โมนแอนโดรเจน แต่ผลข้างเคียงของมันคือทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และมีผลในด้านลบต่อคนที่เป็นโรคหัวใจ และอาจเกิดปัญหาเส้นเลือดอุดตันได้

12. ใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่หาได้ง่าย

– คั้นน้ำมะเขือเทศทาลงบนใบหน้า เพราะในมะเขือเทศมีวิตามินเอที่ช่วยให้มีผิวสุขภาพดี และวิตามินซีที่ช่วยในเรื่องของความขาวใสพร้อมทั้งสมานรอยแผล ช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกิน ทำให้รูขุมขุมกระชับได้

– ผิวส้มปั่นรวมกับน้ำจนเป็นเนื้อครีมทาบนสิว ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก สิวจะค่อยๆยุบลง

– กระเทียม นำมาฝานลูบบริเวณที่เป็นสิวจะช่วยให้สิวยุบได้เร็วขึ้น

– มะละกอดิบปั่นรวมทั้งเมล็ด นำน้ำที่คั้นได้มาทาบริเวณที่เป็นสิว จะช่วยลดอาการอักเสบของ สิวได้ แต่อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย

– น้ำมะนาวผสมนมสดอุ่นๆ ล้างผิวหน้าทิ้งไว้สักพัก แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลด การเกิดสิวอักเสบ สิวหัวดำ และช่วยบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มไม่แห้งแตก

13. ใช้ยา รักษาสิว

มีออกมามากมายควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะสิวที่เราเป็นเพื่อให้ผลการรักษาออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยทั่วไปแล้วมีดังนี้

• ยาประเภททาภายนอก

– กลุ่มที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ เหมาะสำหรับสิวหัวหนองที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งควรใช้ภายใต้การดูแลของเภสัชกรหรือแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันการดื้อยาหรืออาการแพ้ยาที่สามารถก่อให้เกิดการอักเสบและบวมแดงได้
– กลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ หรือที่รู้จักในชื่อ “เรตินอยด์” จะช่วยลดการอักเสบและลดการขับน้ำมันส่วนเกิน จึงสามารถช่วยลดความมันบนใบหน้าที่เป็นสาเหตุของการอุดตันจากสิวได้ แต่ข้อเสียคือจะทำให้ผิวหนังแห้งเป็นขุยและระคายเคือง

• ยาชนิดรับประทาน

– กลุ่มยาปฏิชีวนะ ต้องให้แพทย์เป็นผู้คำนวณขนาดและชนิดของยาที่ใช้ เนื่องจากเมื่อรับประทานแล้วจะถูกนำมาทำลายที่ตับที่อาจจะก่อให้เกิดอาการตับอักเสบได้ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Amoxicillin, Clindamycin, Tetracycline หรือ Doxycycline

– กลุ่มยาอนุพันธ์วิตามินเอ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์ จะออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ โดยจะออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างน้ำมันจากต่อมไขมัน และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย P.acnes โดยอาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ ระหว่างทานยากลุ่มนี้เช่น ภาวะซึมเศร้า ตาแห้ง ปากแห้ง และทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้

หากแบ่งการรักษาตามชนิดของสิวจะแบ่งออกได้ดังนี้

การรักษา สิวอุดตัน(comedonal acne)

สิวอักเสบ (inflammatory acne)

สิวหัวช้าง (nodulocystic ance)

ยาทา

– Tretinonin x x
– Azelaic acid x x
– Benzoyl peroxide x x
– Adapalene x x
– Tezarotene x x
– Antibiotics x x

ยาชนิดรับประทาน

– Oral contraceptives x x x
– Erythromyein x x
– Tetracycline x x
– Doxycycline x x
– Minocycline x x
– Isotretinoin x

• ยาชนิดฉีดเพื่อ รักษาสิวอักเสบ

ฉีดยาสเตียรอยด์ (Steroid) เข้าไปในบริเวณสิวอักเสบ ทำให้สิวยุบลงอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งวันแต่ไม่สามารถทำให้สิวหายขาดได้ เนื่องจากไม่ใช่วิธีการรักษาที่ต้นเหตุนั่นเองเพียงแต่ช่วยลดการอักเสบเท่านั้น สามารถกลับมาเป็นซ้ำบริเวณเดิมอีกได้เรื่อยๆ เพราะหัวสิวนั้นยังฝังตัวอยู่ลึกและกลายเป็นไตแข็งๆ การฉีดยานี้จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากถ้าใช้ยาในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้ผิวบริเวณที่ฉีดยุบตัวลงไปด้วย กลายเป็นหลุมบนใบหน้าแทนได้แต่หากฉีดน้อยเกินไปก็ไม่สามารถทำให้สิวยุบได้ทันใจ

• การใช้เลเซอร์

มีผลการวิจัยที่พบว่าเชื้อแบคทีเรีย acnes จะมีการสังเคราะห์เม็ดสีที่เรียกว่า “พอร์ไฟลิน” (Porphyrins) เมื่อใช้แสงเลเซอร์ยิงเข้าไปที่พอร์ไฟลิน จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียนั้นตาย และพอแบคทีเรียมีปริมาณลดน้อยลง การอักเสบของสิวก็จะลดตามลงไป

• การฝังเข็ม รักษาสิว

ตำราแพทย์แผนจีนระบุว่าสิวเกิดจากร่างกายมีความร้อนมากเกินไป การฝังเข็มจะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายทำให้เลือดลมไหลเวียนดี ปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติ ส่วนต่างๆของร่างกายจึงทำงานประสานกันได้ดียิ่งขึ้น

โดยแพทย์แผนจีนจะปักเข็มลงไปบนหน้าประมาณ 25-50 เข็ม ตามการวินิจฉัยของหมอว่าเป็นมากหรือน้อยเพียงใด จะทำการรักษาประมาณ 2 ครั้ง/สัปดาห์ ต่อเนื่องประมาณ 10 ครั้ง การฝังเข็มนั้นเจ็บน้อยกว่าการทำเลเซอร์แต่อาจทำให้เรามีอาการอ่อนเพลีย หรือหน้ามืดได้เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเลือดลม การปรับสมดุลต่างๆ ดังนั้นจึงควรเตรียมตัวพักผ่อนและรับประทานอาหารก่อนเข้ารับการรักษาด้วยการฝังเข็ม