donation - บริจาคเลือด ควรเตรียมตัวอย่างไร บริจาคแล้วได้อะไรตอบแทนบ้าง

บริจาคเลือด ควรเตรียมตัวอย่างไร บริจาคแล้วได้อะไรตอบแทนบ้าง


บริจาคเลือด

โลหิตหรือเลือดนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายซึ่งใช้ในการดำรงชีวิต โดยไม่วิทยาศาสตร์จะพัฒนาก้าวหน้าไปเพียงใดก็ยังไม่สามารถคิดค้นสารใดเข้ามาใช้แทนเลือดได้ ดังนั้นหากคนคนหนึ่งต้องสูญเสียเลือดจากการประสบอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาด้วยเลือดจึงจำเป็นต้องมีการ บริจาคเลือด เพื่อรับเข้ามา

โดยนำเลือดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งเพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียไป และในปัจจุบันความต้องการใช้เลือดนี้ก็มีมากขึ้น เช่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวต่างๆที่คนส่วนใหญ่เดินทางออกไปท่องเที่ยวใช้รถใช้ถนน มีการดื่มสังสรรค์จนเกิดอุบัติเหตุจากกรณีเมาแล้วขับ หลับในหรืออุบัติเหตุที่มีอัตราการเกิดสูงสุดบนท้องถนนนั่นก็คือการใช้รถจักรยานยนต์ เป็นต้น จนกระทั่งในบางครั้งต้องมีการระดมรับบริจาคเลือดเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการการใช้เลือดในขณะนั้นสูงมาก

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ทรงเคยมีพระราชดำรัสถึงผู้บริจาคโลหิตว่า “โลหิตเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตให้ดำรงอยู่ นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การบริจาคโลหิตถึงเทียบได้กับการบริจาคชีวิตเป็นทานสูงสุด ควรยกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง การที่ประชาชนชาวไทยมีศรัทธาบำเพ็ญประโยชน์อย่างเดียวกันนี้แสดงว่าทุกคนมีจิตใจเป็นกุศลถือตนว่าเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน มีหน้าที่ที่จะอนุเคราะห์กันและกัน นอกจากนี้การบริจาคแล้วการบริจาคโลหิตยังถือว่าเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ ที่เจ็บป่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะฉะนั้นผู้บริจาคโลหิตทุกคนจึงถือว่าเป็นผู้ที่เสียสละควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ”

อย่างที่ทราบแล้วว่าการบริจาคทานไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือบริจาเลือดนั้นเป็นการทำบุญล้วนก่อให้กุศลเกิดขึ้น แต่ในการ บริจาคเลือด นอกจากที่จะเกิดบุญกุศลแล้วยังเกิดประโยชน์ต่อตัวผู้บริจาคเองด้วย เพราะเมื่อร่างกายสูญเสียเลือดไปนั้น เป็นการกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดใหม่ๆซึ่งแข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมขึ้นมา

โดยเม็ดเลือดแดงที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้นก็จะสามารถลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่ เม็ดเลือดขาวสามารถทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงเกล็ดเลือกเองก็สามารถซ่อมแซมรอยฉีกขาดของหลอดเลือกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกด้วย และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ พร้อมทั้งถือเป็นการตรวจสุขภาพไปในตัวเพราะในการบริจาคเลือกแต่ละครั้งต้องผ่านเงื่อนไขมากมาย เช่น การตรวจหาเชื่อไวรัสตับอักเสบบี หรือซี, ซิฟิลิส และเอดส์ ตรวจสารเคมีในเลือด เช่น ตรวจหาน้ำตาล ไขมัน ตรวจสภาวะการทำงานของตับและไต เป็นต้น

donationblood - บริจาคเลือด ควรเตรียมตัวอย่างไร บริจาคแล้วได้อะไรตอบแทนบ้าง

คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต

1. เป็นผู้มีอายุระหว่าง 17 – 70 ปี บริบูรณ์ (หากประสงค์จะบริจาคแต่มีอายุ 17 ปี ไม่ถึง 18 ปี ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง)

2. ในกรณีที่อายุเกิน 55 – 60 ปี มา บริจาคเลือด เป็นครั้งแรกให้อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ และ พยาบาล

3. ในกรณีที่ผู้ บริจาคเลือด อายุมากกว่า 60 – 70 ปี จะแบ่งการคัดเลือกตามเกณฑ์คุณสมบัติในการ บริจาคเลือด เป็น 2 ช่วง ดังนี้

3.1 ผู้บริจาคเลือด อายุมากกว่า 60 จนถึง 65 ปี จะไม่สามารถบริจาคเลือด ณ หน่วยรับบริจาคเลือดเคลื่อนที่ได้ และต้อง

1) เป็นผู้บริจาคเลือดประจำมาโดยตลอดจนกระทั่งอายุ 60 ปี
2) สามารถบริจาคเลือดได้ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง คือทุก 4 เดือน
3) ตรวจ Complete Blood Count ( CBC ) , Serum Ferritin ( SF ) ปีละ 1 ครั้ง เพื่อประกอบการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทั่วไป และให้แพทย์ใช้ผลการตรวจ SF ในการติดตามและปรับการให้ธาตุเหล็กทดแทนหลังจาก บริจาคเลือด

3.2 ผู้บริจาคเลือดอายุมากกว่า 65 ปี จนถึง 70 ปี จะไม่สามารถบริจาคเลือด ณ หน่วยรับบริจาคเลือดเคลื่อนที่ได้ และต้อง
1) เป็นผู้บริจาคเลือดอย่างสม่ำเสมอในช่วงอายุระหว่าง 60 – 65 ปี
2) บริจาคเลือดได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง คือ ทุก 6 เดือน
3) ต้องได้รับการตรวจคัดกรองสุขภาพโดยแพทย์ หรือพยาบาลของหน่วยงานรับบริจาคเลือดซึ่ง มีหน้าที่ในการตรวจคัดกรองสุขภาพผู้บริจาคโลหิต
4) ตรวจ Complete Blood Count ( CBC ) และ Serum Ferritin ( SF ) ปีละ 1 ครั้ง

4. คืนก่อนวันที่จะ บริจาคเลือด ผู้บริจาคจะต้องพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอตามเวลาปกติของตนเอง

5. ต้องไม่มีอาการท้องเสีย/ท้องร่วง ภายในช่วงระยะเวลา 7 วันที่ผ่านมา

6. ภายในระยะเวลา 3 เดือน น้ำหนักต้องไม่ลดลงอย่างผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ

7. สตรีต้องไม่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และต้องไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายในระยะเวลา 6 เดือน ที่ผ่านมา

8. หากรับประทานยาประเภทยาแอสไพริน, ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวดอื่นๆ จะต้องหยุดยา ก่อนมา บริจาคเลือด 3 วัน และถ้าเป็นยาแก้อักเสบหรือยาอื่นๆ ต้องหยุดยามาแล้ว 7 วัน

9. ไม่เป็นโรคหอบหืด, ผิวหนังเรื้อรัง, วัณโรค หรือภูมิแพ้อื่นๆ

10. ไม่เป็นโรคหัวใจ, เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง,ไต, ตับ, มะเร็ง, ไทรอยด์, เลือดออกง่าย-หยุดยาก หรือโรคประจำตัวอื่นๆ

11. ในกรณีที่ผู้บริจาคถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูนหรือรักษารากฟัน ต้องเว้นระยะอย่างน้อย 3 วัน หรือกรณีผ่าฟันคุด ให้เว้นอย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าแผลจะหายสนิทไม่มีอาการอักเสบ จึงสามารถบริจาคโลหิตได้

12. หากเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ต้องเว้นระยะไว้มากกว่า 6 เดือน, ผ่าตัดเล็กต้องเว้นระยะไว้มากกว่า 7 วัน

13. ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ เช่น การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ

14. ต้องไม่มีประวัติยาเสพติด หากเพิ่งพ้นโทษ ต้องพ้นโทษมาแล้วเกิน 3 ปี และมีสุขภาพดี

15. หากเจาะหู, สัก, ลบรอยสักหรือรับการรักษาด้วยการฝังเข็ม โดยใช้เครื่องมือร่วมกับผู้อื่น หรือกระทำในสถานที่ค่อนข้างไม่สะอาด มีความเสี่ยงในการติดเชื้อทางกระแสโลหิต ควรงด บริจาคเลือด อย่างน้อย 1 ปี แต่หากกระทำด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่สะอาดปราศจากเชื้อโดยผู้ชำนาญการ และเป็นวัสดุที่ใช้ครั้งเดียว สามารถเว้นระยะเวลารอให้แผลอักเสบหายสนิทอย่างน้อย 7 วันก็สามารถบริจาคเลือดได้

16. หากมีประวัติเจ็บป่วยและได้รับโลหิตของผู้อื่น ต้องเว้นระยะการบริจาคมากกว่า 1 ปี

17. ถ้าเคยเป็นมาลาเรีย ต้องหายมาแล้วเกิน 3 ปี หากเคยเข้าไปในพื้นที่ที่มีเชื้อมาเลเรียชุกชุม ต้องเว้นระยะอย่างน้อยเกิน 1 ปี จึงบริจาคเลือดได้

18. ต้องไม่ได้รับวัคซีนภายในระยะ 14 วัน หรือเซรุ่มภายในระยะ 1 ปี ที่ผ่านมา

19. ก่อน บริจาคเลือด ควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น อาหารทอด อาหารมัน ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ของหวาน แกงกะทิต่าง ๆ

20. สตรีที่อยู่ในระหว่างมีรอบเดือน หากสุขภาพแข็งแรง มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ตรวจความเข้มข้นเลือดผ่านก็สามารถบริจาคเลือดได้

blood donor - บริจาคเลือด ควรเตรียมตัวอย่างไร บริจาคแล้วได้อะไรตอบแทนบ้าง

การเตรียมตัวก่อน-หลังการบริจาค

การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต

• คืนก่อนวันบริจาคเลือดควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ตามเวลานอนปกติของตนเอง
• สุขภาพดี ไม่เป็นไข้หวัด หรืออยู่ระหว่างรับประทานยาแก้อักเสบใดๆ
• รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนมา บริจาคเลือด โดยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน อาหารที่ประกอบด้วยกะทิ หรือ ของทอด ของหวาน ฯลฯ เนื่องจากจะไปทำให้สีของพลาสมาผิดปกติเป็นสีขาวขุ่นไม่สามารถนำไปใช้ได้
• เพิ่มปริมาณเลือดให้กับร่างกายโดยการดื่มน้ำ 3-4 แก้ว หรือ เครื่องดื่มเหลว เช่น น้ำผลไม้ นม น้ำหวาน เพื่อช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน เช่น มึนงง อ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะภายหลัง บริจาคเลือด
• งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก่อนมาบริจาคเลือดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
• งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังบริจาคโลหิต 1 ชั่วโมง เพื่อให้ปอดสามารถฟอกเลือดได้ดี
ขณะบริจาคโลหิต
• เสื้อผ้าที่สวมใส่ไปบริจาคเลือดต้องไม่คับจนเกินไป สามารถพับแขนเสื้อให้ขึ้นไปอยู่เหนือข้อศออกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว
• ผิวหนังบริเวณที่เจาะบริจาคเลือดต้องไม่มีผื่นคัน หรือรอยเขียวช้ำ สามารถหาเส้นเลือดได้ง่าย และหากแพ้ยาฆ่าเชื้อใดใด เช่น แอลกอฮอล์ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบล่วงหน้า
• ผ่อนคลาย ไม่ต้องวิตกกังวล
• ขณะบริจาคเลือดไม่ควรรับประทานอาหารขนม ลูกอม หมากฝรั่ง ฯลฯ
• ขณะบริจาคเลือดควรบีบลูกยางเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เลือดไหลได้สะดวก และหากมีอาการ ผิดปกติ เช่น ใจสั่น วิงเวียน มีอาการคล้ายจะเป็นลม อาการชา อาการเจ็บที่ผิดปกติ ต้องรีบแจ้งให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ในบริเวณนั้นทราบทันที
• หลังบริจาคเลือดเสร็จเรียบร้อยควรนอนพักบนเตียงสักครู่ ห้ามลุกจากเตียงทันที เพราะอาจทำให้เวียนศีรษะเป็นลมได้ ให้นอนพักสักครู่จนกระทั่งรู้สึกสบายดี จึงลุกไป
หลังบริจาคโลหิต
• ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เป็นเวลา 1-2 วัน
• หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องเสียเหงื่อมาก เช่น การทำซาวน่า ออกกำลังกายและควรงดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ เช่น การหิ้วของหนัก ๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังการบริจาคเลือดเพื่อป้องกันการบวมช้ำ
• หลังจากบริจาคเลือดเสร็จแล้ว ควรนั่งพักจนแน่ใจว่าไม่มีอาหารใดผิดปกติจึงค่อยกลับ ไม่ควรรีบร้อนกลับ เพราะหากมีอาการไม่พึ่งประสงค์ เช่น วิงเวียน เป็นลม ขณะเดินทางกลับอาจก่อให้เกิดเป็นอันตรายได้
• หากเลือดบริเวณแขนที่เจาะเพื่อบริจาคเลือดมีเลือดไหลซึมออกมาก ให้ใช้มืออีกข้างกดลงบนผ้าก๊อสให้แน่นพร้อมทั้งยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากทำแล้วยังไม่หยุดไหลให้กลับไปยังสถานที่บริจาคเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล
• ผู้บริจาคเลือดที่ทำอาชีพที่ต้องปีนป่ายที่สูง หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ควรหยุดพัก 1 วัน
• หลังจากบริจาคเลือดแล้วร่างกายอาจมีการขาดธาตุเหล็ก ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และรับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด จนหมด
การเลือกรับประทานอาหาร
การบริจาคเลือดนั้นในแต่ละครั้งโรงพยาบาลต้องการเลือดประมาณ 350-450 ซีซี /คน ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้บริจาค โดยในการบริจาคแต่ละครั้งจะทำให้ร่างการสูญเสียน้ำและธาตุเหล็กดังนั้นจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำและทดแทนธาตุเหล็ก ดังนี้
ก่อนบริจาคโลหิต
• ไม่ควรงดอาหาร ต้องรับประทานอาหารมื้อหลัก แต่อาหารที่รับประทานนั้นต้องไม่เป็นอาหารประเภทของมัน ของทอด เนื่องจากจะไปทำให้พลาสมาเปลี่ยนสี
• อาหารที่ควรเลือกรับประทานคืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ตับ ไข่ เลือดหมู เลือดไก่ ผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง ฯลฯ
• ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว เพื่อเพิ่มปริมาณเลือดให้แก่ร่างกาย รวมทั้งดื่มน้ำประเภทน้ำหวาน น้ำผลไม้ ฯลฯ เพื่อป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆที่อาจเกิดขึ้น เช่น วิงเวียน มึนงง หน้ามืด เป็นลม เป็นต้น
• งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก่อนมาบริจาคเลือดอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

blood volunteer - บริจาคเลือด ควรเตรียมตัวอย่างไร บริจาคแล้วได้อะไรตอบแทนบ้าง

หลังบริจาคโลหิต

หลังจากบริจาคเลือดควรนั่งพัก รับประทานขนมหรืออาหารว่างเล็กน้อย และดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีอาการผิดปกติ เช่น มึนงง เวียนศีรษะ ฯลฯ แล้วจึงกลับบ้าน เมื่อกลับไปแล้วสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเน้นอาหารที่ช่วยเสริมสร้างธาตุเหล็กเพื่อทดแทนธาตุเหล็กที่สูญเสียไปจากการบริจาคเลือด พร้อมทั้งรับประทานยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละ 1 เม็ด โดยผู้บริจาคชายจะรับประทาน 1 เม็ด เป็นเวลา 15 วัน หลังอาหารเย็น ส่วนผู้บริจาคหญิง จะรับประทานวันละ 1 เม็ด หลังอาหารเย็นเช่นกันแต่เป็นระยะเวลา 30 วัน

ผู้ที่บริจาคเลือดทุกคนควรรับประทานธาตุเหล็ก เพราะจะไปช่วยทดแทนการสูญเสียธาตุเหล็กจากการบริจาค เนื่องจากร่างกายจำเป็นต้องใช้ธาตุเหล็กในการเสริมสร้างให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงมาทดแทนได้เร็วขึ้น หลังจากรับประทานยาธาตุเหล็กแล้วอาจพบว่าอุจจาระเป็นสีดำ เพราะธาตุเหล็กเป็นส่วนผสมของยาเมื่อเข้าไปทำปฏิกิริยากับออกซิเจนและอาหารในกระเพาะจะทำให้เกิดสีดำขึ้น

นอกจากนี้แล้วการบริจาคเลือดในแต่ละครั้งจะทำให้สูญเสียฮีโมโกลบินซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในอยู่ในเม็ดเลือดแดงทำหน้าหน้าที่ในการช่วยนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยจะลดลงประมาณ 1 mg/dl.

ผักและผลไม้บำรุงเลือด

• ประเภทที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ ผักโขม ถั่วฝักยาว ผักกูด พริกหวาน พริกหวาน ใบแมงลัก ใบกะเพรา ยอดมะกอก ยอดกระถิน หรือแม้ในกระทั้งในเห็ดฟางที่หลายคนอาจไม่ทราบว่าเป็นอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง โดยธาตุเหล็กจำเป็นต่อการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง และเป็นตัวนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย
• ประเภทที่มีโฟเลตสูงสำคัญต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกุยช่าย ตำลึง กะหล่ำดอก ถั่วเมล็ดแห้ง และส้ม
• ประเภทที่มีวิตามินซีที่จะไปช่วยร่างกายดูดซึมโฟเลตและธาตุเหล็กจากพืชผักผลไม้ได้ดี ได้แก่ บร็อกโคลี มะนาว ฝรั่ง มะขามป้อม และสตรอเบอร์รี่ เป็นต้น
• ประเภทที่มีวิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง เช่น โยเกิร์ตไร้ไขมันหรือรสธรรมชาติ และรับประทานปลา หรืออาหารทะเล สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ
สิทธิประโยชน์ของผู้บริจาคเลือดส่วนใหญ่นั้นยังไม่ทราบกันมากนัก หรือบางคนอาจยังคงสงสัย ดังนั้นจึงขอนำเสนอข้อมูลสิทธิประโยชน์ที่ได้รับของผู้บริจาคเลือดจากสภากาชาดไทยซึ่งมี ดังนี้
• ผู้ที่บริจาคโลหิตตั้งแต่ 7 ครั้งขึ้นไป
หากมีอาการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุใดใดแล้วเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน ของโรงพยาบาลในสังกัดสภากาชาดไทย ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จะเสียค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยสามัญตามปกติ แต่จะได้รับความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่าย หากอยู่ห้องพิเศษ ผ่าตัด หรือผ่าคลอดบุตรจะเสียค่าใช้จ่ายเพียงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
• ผู้ที่บริจาคโลหิตตั้งแต่ 24 ครั้งขึ้นไป
เมื่อมีอาการเจ็บป่วย และเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลในสังกัดสภากาชาดไทย ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จะได้รับความช่วยเหลือมากกว่าผู้ที่บริจาคเลือด 7 ครั้ง คือการยกเว้นค่ารักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยสามัญ และถ้าหากได้อยู่ห้องพิเศษ ผ่าตัด หรือผ่าตัดคลอดบุตร จะเสียค่าใช้จ่ายเพียงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

จะเห็นได้ว่าโรงพยาบาลในสังกัดของสภากาชาดนั้นมีอยู่พียงไม่กี่แห่งทั่วปะเทศดังนั้นจะทำอย่างไรหากบริจาคโลหิตครบตามจำนวนครั้งที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้แล้ว และมีอาการเจ็บป่วยต้องการใช้สิทธิดังที่กล่าวมาข้างต้น ทางสภากาชาดไทยจึงได้มีการจัดให้ผู้บริจาคเลือดเหล่านั้นสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่มีอยู่มากมายได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

• ผู้บริจาคโลหิตตั้งแต่ 7 ครั้งขึ้นไป
จะมีหนังสือรับรองจากสภากาชาดไทย ว่าได้บริจาคเลือดตั้งแต่ 7 ครั้งขึ้นไป สามารถอาศัยอำนาจกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลในสังกัดจะได้รับความช่วยเหลือเฉพาะค่าใช้จ่ายห้องพิเศษและอาหารพิเศษ โดยไม่เกินสิทธิอันพึงเบิกได้จากหน่วยงานต้นสังกัดก่อน ส่วนที่เกินสิทธิให้เรียกเก็บเพียงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
• ผู้ที่บริจาคโลหิตตั้งแต่ 18 ครั้งขึ้นไป
จะมีหนังสือรับรองจากสภากาชาดไทย ว่าได้บริจาคเลือดตั้งแต่ 18 ครั้งขึ้นไป สามารถอาศัยอำนาจกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลในสังกัดจะได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล แต่หากต้องอยู่ห้องพิเศษจะได้รับการช่วยเหลือค่าห้องและค่าอาหารพิเศษ โดยไม่เกินสิทธิอันพึงเบิกได้จากหน่วยงานต้นสังกัดก่อน ส่วนที่เกินสิทธิให้เรียกเก็บเพียงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมด

แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่จะใช้สิทธิประโยชน์ในการเข้ารับการรักษาพยาบาลนั้นอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจะต้องรุนแรงจนกระทั่งต้องเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลนั้นๆ และจะไม่สามรถใช้ร่วมกับสิทธิอย่างอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม หรือ สิทธิข้าราชการ

thairedcrosssociety - บริจาคเลือด ควรเตรียมตัวอย่างไร บริจาคแล้วได้อะไรตอบแทนบ้าง

โลหิตที่ได้รับจากการบริจาคสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง

ปัจจุบันพบว่าการนำเลือดไปใช้นั้นถ้านำไปใช้แบบแยกส่วน(Blood Components) จะเป็นการรักษาที่ดีที่สุด โดยเลือด 1 ยูนิต (1 ถุง) สามารถนำไปปั่นแยกส่วนประกอบต่างๆ และนำส่วนต่างๆไปใช้รักษาตามอาการของผู้ป่วยซึ่งจะได้ประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ดังนั้นการที่บริจาคโลหิต 1 ครั้ง จะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากกว่า 1 คน โดยเมื่อนำเลือดไปแยกจะออกเป็นส่วนต่างๆดังนี้

1. พลาสมา (Plasma) ประกอบด้วย
1.1 โปรตีน (Protein) ส่วนของโปรตีนประกอบด้วยอิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulins), แอลบูมิน (Albumin)
1.2 ส่วนที่ทำให้เลือดแข็งตัว (Clotting Factors) มีส่วนประกอบ ดังนี้
– ไฟบริโนเจน (Fibrinogen)
– แฟคเตอร์ V,VIII โปรทรอมบินคอมเพล็กซ์แฟคเตอร์ II ,VII, IX, X
2. บัฟฟี่โคท (Buffy coat) มีส่วนประกอบ ดังนี้
2.1 เกล็ดเลือด (Platelets)
2.2 เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells)
3. เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells)
จะนำเลือดส่วนต่างๆที่ได้ไปแยกใช้แล้วแต่กรณี เพื่อให้เกิดระสิทธิภาพสูงสุดดังนี้

1. โลหิตรวม (Whole Blood) ใช้กับผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสียเลือดอย่างมาก เช่น อุบัติเหตุ หรือในกรณีที่มีการสูญเสียเลือดอย่างเฉียบพลัน เช่น ผ่าตัดหัวใจ ผ่าตัดลำไส้ หรือในผู้ป่วยบางรายที่มีเลือดออกในกระเพราะอาหาร

2. โลหิตรวมชนิดเม็ดเลือดขาวน้อยมาก (Leukodepleted Whole Blood : LDWB) การนำเลือดส่วนนี้ไปใช้จะช่วยลดปฏิกิริยาจากการให้เลือดที่เกิดจากเม็ดเลือดขาวได้ โดยข้อบ่งชี้ในการใช้นั้นจะเป็นเช่นเดียวกันกับการใช้โลหิตรวม

3. เม็ดเลือดแดงเข้มข้น (Packed Red Cells : PRC) นำไปปั่นแยกออกจากโลหิตรวม นำเอาพลาสมาออกให้เหลือแต่เม็ดเลือดแดง ใช้รักษาในกรณีเสียโลหิต เช่น การผ่าตัด ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคโลหิตจางที่มีภาวะซีดมาก การถ่ายโลหิต เป็นต้น

4. เม็ดเลือดแดงเข้มข้นชนิดเม็ดเลือดขาวน้อยมาก (Leukodepleted Packed Red Cells : LDPRC) ใช้ในกรณีเดียวกับเม็ดโลหิตแดงเข้มข้นแต่เลือดส่วนนี้จะลดปฏิกิริยาที่เกิดจากการให้เลือดได้

5. เม็ดเลือดแดงเข้มข้นชนิดเม็ดเลือดขาวน้อย (Leukocyte-Poor Packed Red Cells : LPRC) ใช้ เครื่องบีบแยกอัตโนมัติแยกเม็ดเลือดขาวออก จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องได้รับเลือดบ่อยๆเพราะส่วนนี้จะสามารถลดปฏิกิริยาจากการให้เลือดที่เกิดจากเม็ดเลือดขาวได้

6. เกล็ดเลือดเข้มข้น (Platelet Concentrates : PC) ได้จากการปั่นแยกจากโลหิตรวม ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เช่น โรคไข้เลือดออก, เกล็ดเลือดตํ่าจากการติดเชื้อในบางกรณี เป็นต้น

7. เกล็ดเลือดเข้มข้นชนิดเม็ดเลือดน้อย (Leukocyte – Poor Platelet Concentrates : LPPC) ใช้ในกรณีต้องการลดปฏิกิริยาจากการให้เลือดที่เกิดจากเม็ดเลือดขาว โดยมีข้อบ่งชี้ในการใช้ เช่น เดียวกันกับเกล็ดเลือดเข้มข้น

8. พลาสมาสดแช่แข็ง (Fresh Frozen Plasma : FFP) :ซึ่งต้องเก็บในที่อุณหภูมิตํ่ากว่า -25 ถึง -30 องศา สามารถเก็บได้นาน 3 ปี ใช้ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยมีปัญหาการแข็งแรงของเลือดจากยาต้านการแข็งตัวของเลือด, ผู้ป่วยโรคตับที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด เป็นต้น

9. พลาสมาสดแช่แข็งชนิดเม็ดเลือดขาวน้อยมาก (Leukodepleted Fresh Frozen Plasma : LDFFP) เป็นการนำพลาสมาสดที่มีเม็ดเลือดขาวตํ่าไปเก็บไว้ในลักษณะแช่แข็งทันที ช่วยลดปฏิกิริยาจากการให้เลือดที่เกิดจากเม็ดเลือดขาวได้ ใช้รักษาโรคกรณีเดียวกันกับพลาสมาสดแช่แข็ง (Fresh Frozen Plasma : FFP

10. ไครโอปรีซิพิเตท (Cryoprecipitate) เตรียมได้จากพลาสมาสดแช่แข็งประกอบด้วยแฟคเตอร์ VIII รักษาโรคฮีโมฟีเลีย เอ, แฟคเตอร์ I รักษาโรคขาดไฟบริโนเจน

11. พลาสมาธรรมดา พลาสมาส่วนที่เหลือจากการแยกไคโอปริซิบิเคท (Cryo-Removed Plasma : CRP) ใช้กับผู้ป่วยมีเลือดออกเนื่องจากโรคตับแข็งหรือฮีโมฟีเลีย บี

12. ไครโอปรีซิพิเตทชนิดแห้งที่ผ่านความร้อน (Heat Treated Freeze Dried Cryoprecipitate : HTFDC) ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอ และผู้ป่วยที่ขาดไฟบริโนเจน

13. 20% Human Albumin Solution นำไปใช้รักษาผู้ป่วยในกรณีถูกไฟไหม้นํ้าร้อนลวก โรคตับ เป็นต้น

14. เซรุ่มต้านโรคพิษสุนัขบ้า (Human Rabies Immunoglobulin : HRIG) ได้มาจากการแยกส่วนประกอบของพลาสมา

15. เซรุ่มต้านโรคไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B Immunoglobulin : HBIG) ใช้สำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี

 

tube - บริจาคเลือด ควรเตรียมตัวอย่างไร บริจาคแล้วได้อะไรตอบแทนบ้าง

ส่วนประกอบโลหิตพิเศษ เพื่อการรักษาทางการแพทย์

1. เม็ดเลือดขาวจากผู้บริจาคโลหิตรายเดียว (Single Donor Granulocytes : SDG) ใช้กับคนไข้ภาวะติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือในกรณีที่ให้ยาปฏิชีวนะแล้วไม่ได้ผล

2. เกล็ดเลือดจากผู้บริจาครายเดียว (Single Donor Platelets : SDP) ใช้กับผู้ป่วย มะเร็งเม็ดเลือดขาว, ภาวะติดเชื้อรุนแรง, เกล็ดเลือดทำหน้าที่ผิดปกติ และผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูก เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้มีปัญหาเกล็ดเลือดตํ่า

3. พลาสมาสดแช่แข็งจากผู้บริจาครายเดียว (Single Donor Fresh Frozen Plasma หรือ Donor Retest – Plasma : DR-FFP)ใช้ในกรณีผู้ป่วยถูกไฟไหม้, นํ้าร้อนลวก, โรคตับ เป็นต้น

4. เม็ดเลือดแดงเข้มข้น จากผู้บริจาครายเดียว (Single Donor Red Cells : SDR) ใช้กับคนไข้ที่มีภาวะโลหิตจาง จากสาเหตุต่างๆผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย หรือ ผู้ป่วยที่มีแอนติบอดีต่อต้านเม็ดเลือดแดงหรือใช้ในผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ

 

ข้อดีของการ บริจาคเลือด

จากข้อมูลต่างๆที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าหลังจากบริจาคโลหิตแล้วอาจจะทำให้ร่างกาย อ่อนเพลีย และอาจมีอาการมึนศีรษะ เป็นลม ฯลฯ เนื่องจากการสูญเสียเลือดเป็นจำนวนมาก แต่ยังพบว่ามีข้อดีอีกมากมายนอกจากได้บุญแล้วยังทำให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้นได้ ดังนี้

• เป็นการตรวจสุขภาพฟรี
จากเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มากมายหลายข้อในการบริจาคเลือดทำให้อย่างน้อยผู้บริจาคเลือดจะต้องตรวจสุขภาพอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การกรอกแบบสอบถามสุขภาพ การตรวจหาโรคประจำตัว รวมถึงการตรวจหาความผิดปกติของเลือดอย่างละเอียด ดังนั้นผู้บริจาคก็จะได้ตรวจสุขภาพฟรีโดยที่ไม่ต้องเสียเงินไปในตัวด้วย

• กระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดที่ดี
ถึงแม้การบริจาคเลือดนั้นจะทำให้ร่างกายอ่อนแอบ้างหลังจากที่สูญเสียเลือด แต่อย่างไรก็ตามปริมาณเลือดที่สูญเสียนั้นคิดเป็นเพียง 7% ของเลือดในร่างกายและการเสียเลือดไปในปริมาณเท่านี้ยังถือเป็นการกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกสันหลังให้สร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน ส่งผลให้ระบบไหลเวียนเลือดทั่วร่างกายดีขึ้น

• ช่วยเรื่องผิวพรรณ
เมื่อสูญเสียเลือดจากการบริจาคเลือด ร่างการจะกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่ม ทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกายดีขึ้น ร่างกายได้รับสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงมากขึ้นส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งได้อีกด้วย

• ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจตายเฉียบพลัน
จากการศึกษาวิจัยงานหนึ่งพบว่าการบริจาคเลือดอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดการสะสมธาตุเหล็กภายในร่างกาย จำนวนธาตุเหล็กที่ลดลงนี้จึงทำให้ไขมันทำปฏิกิริยากับออกซิเจนน้อยลง ความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดตีบและอุดตันจึงลดลงด้วย

เอกสารอ้างอิง

1. สภากาชาดไทย. “บริจาคโลหิต”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก //blooddonationthai.com/. [12 ก.ย. 2017].
2. งานธนาคารเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่. “โลหิตที่ได้รับบริจาคนำไปทำอะไรได้บ้าง”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก //www.med.cmu.ac.th/hospital/blbank/2011. [13 ก.ย. 2017].